วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เปิดบ้านรังสีรังสิต

เก็บภาพบรรยากาศงาน Open House 2559 คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิต มาฝากชาวเรา คราวนี้ขอพรรณนาด้วยภาพแล้วกันครับ ระหว่าง 24-25 พ.ย. 2559 


เริ่มด้วยภาพที่ @Station 1-Hospital

ความประทับใจของแฟนคลับ
     Open House คราวนี้ ประกายรังสีเจอแฟนคลับ เป็นคุณแม่พาลูกมาดูงานการเรียนรังสีเทคนิคถึงที่ คุณแม่บอกว่าติดตามประกายรังสีมานานแล้ว ข้อมูลรังสีเทคนิคชัดเจนดีมาก .. "พอเห็นอาจารย์ตัวจริงแล้ว ความมั่นใจมันพุ่งปู๊ดเลย"... ปลื้มมากครับ
ตะลุยคณะรังสีเทคนิค
     ทีมงานคณะรังสีเทคนิค พานักเรียนและคุณครู ชม RT Park ชมห้องปฏิบัติการทางรังสี ชมการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ ให้ลองสัมผัสกับเครื่องเอกซเรย์จริงและลงมือทำจริงๆกับคุณสมศักดิ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ของการเรียนด้านรังสีเทคนิคเท่านั้น สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม click>>>

Related Links:


วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

World Radiography Day: 8 พฤศจิกายน 2016


(224 ครั้ง)
นายแพทย์ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์
รองอธิการมหาวิทยาลัยรังสิต
ประธานเปิดงาน WRD Thailand 2016
     งาน World Radiography Day 2016 (WRD 2016) เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ที่คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิต เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยได้รับเกียรติจากนายแพทย์ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ รองอธิการบดีฝ่ายการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นประธานเปิดงาน ในฐานะที่เป็นผู้จัดร่วมกับสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย และบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการจำกัด (มหาชน) มีข้อมูลเกร็ดเล็กๆน้อยมาเล่าสู่กันฟังครับ คือ

     เป็นการจัดงานที่มาจากใจจริงๆ
     เราคิดกันว่าในเมื่อโลกให้การยอมรับว่า วันที่ 8 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวัน "World Radiography Day" ชาวเราน่าจะได้ใช้โอกาสนี้จัดกิจกรรมดีๆ แบบที่ไม่ต้องมีวิชาการมาก แบบที่ประชาชนชาวบ้านทั่วไปก็ร่วมได้ เพื่อแสดงความระลึกถึง ศาสตราจารย์เรินท์เกนผู้จุดประกายรังสี ส่องชีวิต ส่องโลก ระลึกถึงคุณประโยชน์อันอเนกอนันต์ของรังสีเอกซ์ เป็นการเตือนความทรงจำให้เราท่านทั้งหลายได้ระลึกรู้ 
     แล้วจะจัดอย่างไร ที่ไหนดี เรื่องนี้คณะรังสีเทคนิคได้ปรึกษากับผู้ใหญ่หลายท่านในแวดวงรังสีเทคนิค ในที่สุดจึงได้ตัดสินใจ เรียนเชิญสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทยและบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการจำกัด (มหาชน) มาร่วมกันจัด โดยใช้ทีมงานคณะรังสีเทคนิคเป็นหลัก
ตัวอย่างสื่อที่ประชาสัมพันธ์งาน WRD Thailand 2016
     จากนั้นทีมงานได้ร่วมกันคิดเริ่มเตรียมงานจากงบประมาณศูนย์(เหรียญ)บาท ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการสนับสนุนจากบริษัทต่างๆจำนวนหนึ่ง ทำให้การดำเนินงานไม่ต้องเข้าเนื้อมากนัก
     คิดหัวข้อการเสวนาว่าน่าจะได้ให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ๆ จึงได้หัวข้อเป็น "รังสีเทคนิคกับคนรุ่นใหม่" การเสาะหาและเรียนเชิญวิทยากรให้สอดคล้องกับหัวเรื่อง การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของมหาวิทยาลัยรังสิต
     เรื่องการจัดเตรียมสถานที่คณะรังสีเทคนิค ก็ต้องรีบทำให้เสร็จให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะ "RT Park" อย่างน้อยให้เรียบร้อยระดับหนึ่งเพื่อต้อนรับชาวเรา การเลือกและจัดสถานที่ประชุมให้เหมาะสม อาหารและเบรคสำหรับผู้ร่วมงาน ฯลฯ
     เมื่อถึงวันงานจริง วิทยากรที่มาบรรยายท่านก็มาด้วยใจเกินร้อย แม้ว่าคณะผู้จัดไม่มีค่าเดินทางและค่าตอบแทนอะไรให้เลย แค่เลี้ยงอาหารกลางวันในวันประชุมเท่านั้น บางท่านเดินทางโดยเครื่องบินมาแต่เช้า แล้วเดินทางกลับตอนเย็น นี่เป็นอะไรที่ผมได้เห็นน้ำใจของชาวเราที่แสดงออก ด้วยการมาร่วมงานแม้ว่าคณะรังสีเทคนิคจะเดินทางมายากสักหน่อย แต่ก็อยากมาแสดงออก อยากบอกสังคมว่าเราคือ "นักรังสีเทคนิค" ดูได้จากการตั้งกระทู้ใน facebook ของชาวเราที่มาร่วมงาน ทุกคนได้โพสต์ข้อความและรูปภาพด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นรังสีเทคนิค
   
     RT Park 
     เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่คณะรังสีเทคนิคตั้งใจจัดทำขึ้นในโอกาสเดียวกันนี้ เพื่อให้ทันกับการที่ชาวเราจะมาร่วมกิจกรรม WRD Thailand 2016 ที่คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เข้าชมความสวยงามอย่างมีสาระ การจัดทำ RT Park เป็นการทุ่มเทแรงกายแรงใจของทีมงานคณะรังสีเทคนิคอย่างสุดตัว อย่างน่าชื่นชมยิ่ง ด้วยงบประมาณที่ต้องบอกไม่อายเลยว่าน้อยมากๆ แต่ productivity สูง เพราะเป็นการคิดแบบตกผลึกเร็วมากแล้วทำเลย ไม่ได้ตั้งงบประมาณล่วงหน้า ดังนั้น เรื่องเงินจึงค่อยไปหาเอาข้างหน้า เพราะเห็นความจำเป็นว่าต้องจัดทำ เรากลับบ้านกันมืดค่ำเกือบทุกวันนานเป็นเดือนๆครับ ซึ่งงานยังไม่เสร็จเรียบร้อย เท่าที่ชาวเราได้มาเยี่ยมชมนั้น เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของ RT Park เท่านั้น

     จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม
     
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่มีการจัดกิจกรรม WRD Thailand 2016 ที่เป็นการรวมตัวของชาวเรา ชาวรังสีเทคนิคในสถานที่เดียวกันมากที่สุดจำนวน 110 คน (ไม่นับรวมนักศึกษารังสีรังสิต) ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและนักรังสีเทคนิค เกินความคาดหมายครับ

     สุดท้ายอยากบอกชาวเราว่า แม้กิจกรรมวันรังสีเทคนิคโลกจะได้ผ่านไปแล้ว แต่ก็จะยังวนกลับมาอีกปีละครั้ง คือ 8 พฤศจิกายนของทุกปี ในปีต่อไป จึงอยากจะเชิญชวนชาวเราล่วงหน้าเลยครับ จัดกิจกรรมให้มากยิ่งขึ้น เข้าถึงชาวเราให้มากขึ้น รวมตัวกันให้มากยิ่งขึ้น เข้าถึงประชาชนให้มากขึ้น ยังประโยชน์ให้เกิดต่อส่วนรวมให้มากขึ้น และหากจะมาจัดที่คณะรังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยรังสิต ก็ยินดีครับ รังสีรังสิตยินดีต้อนรับทุกท่าน ขอให้คิดว่าเราเป็นเพื่อนกัน เราเป็นพี่น้องกัน เราเป็นครอบครัวรังสีเทคนิคเดียวกัน

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ในหลวงในความทรงจำของฉัน


ผมไม่เชี่ยวชาญเรื่องราชาศัพท์ ดังนั้น ข้อเขียนนี้จึงเป็นข้อเขียนของสามัญชนคนธรรมดา ใช้ถ้อยคำธรรมดาสามัญที่กลั่นออกมาจากใจ ด้วยความจงรักภักดี เพื่อถวายความอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ และคำว่า ในหลวงที่ใช้ต่อไปนี้ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชหรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

ตอนผมเป็นเด็กเมื่อเกือบ 60  ปีที่แล้ว ผมเกิด วิ่งเล่น และเรียนหนังสือ ที่ตำบลช่องแค (อ.ตาคลี นครสวรรค์) ในครอบครัวช่างตีเหล็ก อยู่ในชนบทกันดาร ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ถนนผ่านตำบลเละเป็นโคลนเป็นหลุมเป็นบ่อเมื่อฝนตก ไม่มีโทรศัพท์ มีหมอคนเดียว ฯลฯ ชาวบ้านรับรู้ข่าวสารต่างๆผ่านทางวิทยุและหนังสือพิมพ์เป็นหลัก ได้เห็นผู้ใหญ่อ่านหนังสือพิมพ์ทุกเช้า รวมกลุ่มเป็นสภากาแฟ ระหว่างทำงานก็เปิดวิทยุทรานซิสเตอร์ฟังเพลงฟังข่าวสารเป็นเพื่อน ซึ่งวิทยุนั้นมักใช้ถ่านไฟฉายตรากบ มีเพลงโฆษณาถ่านไฟฉายตรากบ ได้ยินทางวิทยุจนผมร้องได้ การรับรู้ข่าวสารต่างๆในเมืองหลวง จากรัฐบาล ข่าวสำนักพระราชวัง ก็ผ่านช่องทางนี้เป็นหลัก ได้ยินแต่เสียงเท่านั้น นอกนั้นจินตนาการล้วนๆ มันช่างรู้สึกห่างไกลสุดเอื้อมเหลือเกินระหว่างช่องแคกับเมืองหลวง

ความเป็นอยู่น่าจะยากลำบากมากใช่ไหมครับ แต่ผมตอนนั้นไม่ได้คิดเลยว่ามันยากลำบาก อบอุ่น สนุกสนานไปตามประสาเด็ก ผมวิ่งเล่นเข้าบ้านโน้น ออกบ้านนี้ เรียกพ่อและแม่กันทุกบ้าน ได้เวลากินข้าวที่บ้านไหน ก็ร่วมวงกินได้เลย ไม่รู้สึกแปลกแยก เวลาที่แม่ผมทำแกงผมไม่เคยสงสัยเลยว่าทำไมแม่จึงทำแกงหม้อใหญ่มาก ทั้งที่ในบ้านมีแค่ 4 คน แม่ตักแกงใส่ชามแล้วให้ผมไปให้ที่บ้านแม่เหลือบ บ้านแม่ปอง บ้านแม่มา บ้านแม่......ฯลฯ แล้วแต่ละบ้านก็จะให้แกงจืดบ้าง ผัดผักบ้าง น้ำพริกผักสด-ต้ม กลับมาที่บ้านผม ทำให้มีกับข้าวกินหลายอย่าง ทั้งที่แม่ทำแกงเพียงอย่างเดียว เรากินกันเอร็ดอร่อยมากทุกวัน เป็นสังคมแบ่งปันจริงๆ ทั้งตำบลเสมือนเป็นญาติกัน และสิ่งที่ผมเห็นจนชินตาคือ ทุกบ้านจะมีรูปในหลวง  พระราชินี พระราชชนนี ฯลฯ ประดับบ้าน และผู้ใหญ่ก็จะบอกว่า พระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ของเรา ท่านเสด็จไปทุกที่เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้เรา ผมยกมือไหว้มองรูปภาพนั้นบ่อยมาก พยายามจดจำ และคิดฝันว่าอยากได้เห็นตัวจริงของพระองค์ท่านสักครั้ง ด้วยสงสัยว่าตัวจริงจะเป็นอย่างไรหนอ ก็คิดไปเรื่อยแบบเด็กๆ

วันเวลาผ่านไป วันแล้ววันเล่า ชาวบ้านต่างก็ทำมาหากิน พ่อกับแม่ของผมก็ตีเหล็กทุกวัน เด็กๆส่วนใหญ่ไปโรงเรียน วันหนึ่งได้ข่าวว่า พระราชชนนีจะเสด็จมาที่อำเภอตากฟ้า ซึ่งไกลออกไปจากช่องแคร่วม 30 กิโลเมตร สมัยนี้ไม่ไกลเลย ขับรถไม่กี่นาทีก็ถึง แต่สมัยนั้น การเดินทาง 30 กิโลเมตรใช้เวลามากกว่าชั่วโมง ถนนหนทางเชื่อมต่อระหว่างตำบล ระหว่างอำเภอ เป็นถนนลูกรังไม่เรียบ ทำให้การเดินทางทุลักทุเลเต็มทน แต่ดูเหมือนไม่เป็นอุปสรรคสำหรับชาวบ้านช่องแคที่จะได้เดินทางเพื่อเข้าเฝ้าพระราชชนนี เพราะการที่ท่านเสด็จมานั้น เป็นสิ่งที่มีค่า มีความหมายต่อชาวบ้านที่ห่างไกลมากๆ ผมเห็นผู้ใหญ่กระตือรือร้นที่จะได้เฝ้าพระองค์ท่าน ผมก็ได้ติดตามพ่อและแม่ไปด้วย และได้เห็นรอยยิ้มจริงๆที่เปี่ยมด้วยเมตตาของท่านใกล้ๆ เด็กๆอย่างผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นอย่างที่สุด ช่างอิ่มเอมหัวใจยิ่งนัก

วันที่ตื้นเต้นอีกคราวหนึ่งคือพ่อผมบอกว่า เร็วๆๆๆ ในหลวงและราชินีจะเสด็จคราวนี้มาที่ช่องแคเลย สีหน้าท่าทางพ่อดู ตื่นเต้น ดีใจและมีความสุขมาก ยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น ผมก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเหมือนเดิมเพราะยังไร้เดียงสา คิดในใจคงเหมือนที่ไปตากฟ้าแน่เลย แอบดีใจตามประสาเด็ก เพราะจะได้เห็นท่านจริงๆใกล้ๆชัดๆซักที พ่อพาผมไปรอรับเสด็จที่สถานีรถไฟช่องแค ผู้คนเยอะมากน่าจะมาทั้งตำบล ต่างยิ้มแย้มแจ่มใส ใจจดใจจ่อ รออยู่นานมากแต่เหมือนไม่นาน เมื่อถึงเวลา รถไฟพระที่นั่งเคลื่อนมาถึงลดความเร็วลง เคลื่อนไปช้าๆ เสียง ทรงพระเจริญดังกึกก้องสถานีรถไฟช่องแค ทำให้เด็กอย่างผมขนลุก ผมได้เห็นพระองค์ท่านทั้ง 2 พระองค์จริงๆ โบกพระหัตถ์และยิ้มผ่านทางหน้าต่างรถไฟพระที่นั่งในระยะไกลๆแค่แว๊บเดียว เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเมตตาบารมี แล้วก็แล่นผ่านสถานีช่องแคไปเพื่อเสด็จขึ้นภาคเหนือโดยไม่จอด แค่แว๊บเดียวจริงๆ เป็นช่วงเวลาที่แม้จะสั้น แต่ก็ทำให้ผมดีใจที่สุด ขนลุก ชาวบ้านในที่นั้นก็เช่นกัน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นบุญของพวกเราที่ได้เฝ้าพระองค์

เมื่อผมเติบโตขึ้น นึกย้อนกลับไป จึงรู้และเข้าใจว่า แม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆที่ได้เห็นพระองค์ท่าน ชาวบ้านก็อดทนรอคอยที่จะได้เห็นในหลวงของเขา ด้วยความรักที่มีต่อในหลวงอย่างลึกซึ้ง ความรักความผูกพันที่ก่อเกิดขึ้นเอง เพราะพระองค์ท่านเป็นเหมือนน้ำทิพย์ที่โปรยปรายให้ชาวบ้านในถิ่นธุระกันดารและทั่วไปได้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข

ปี 2516 ผมเป็นน้องใหม่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่วิเศษสุดๆสำหรับผมคือ วันที่ในหลวงเสด็จมาจุฬาฯเพื่อทรงดนตรี เป็นอะไรที่ตื้นตันมากครับ ในหลวงทรงดนตรีให้เราฟังที่หอประชุมจุฬาฯ มันเป็นไปได้อย่างไรที่พระมหากษัตริย์จะทรงดนตรีให้เด็กๆอย่างพวกผมฟัง ในหลวงทรงพูดกับนักศึกษาอย่างเป็นกันเอง ให้นักศึกษาขอเพลงได้ด้วย นั่นเป็นที่สุดแห่งความปราบปลื้มในชีวิตของเด็กบ้านนอกอย่างผมแล้วครับ เหมือนฝันไปจริงๆ!!!
แล้วต่อมาเมื่อผมเรียนจบทั้งปริญญาตรีและโทที่จุฬาฯ ผมได้มีโอกาสรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของในหลวงทั้งสองครั้ง เป็นบุญวาสนาของผมยิ่งนักที่ได้มีโอกาสเช่นนี้ พระจริยาวัตรอันงดงามมากมายและพระบรมราโชวาทของพระองค์เป็นแรงบันดาลใจ เป็นพลังใจให้ผมมุ่งมั่นทำงานในฐานะเป็นข้าราชการ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล สอนรังสีเทคนิคตั้งแต่ปี 2523 รวม 35 ปีจนเกษียณ มุ่งมั่นทำงานตามหน้าที่เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นและประโยชน์ตนอย่างถูกต้องโดยไม่บ่น ไม่ท้อแท้สิ้นหวัง แม้จะเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม พอรู้สึกเหนื่อยคราใดก็คิดเสมอว่า ในหลวงยังไม่บ่น ไม่ท้อเลย แค่นี้ก็กลับมีพลังเดินหน้าต่อได้ 

เรื่องการปิดทองหลังพระ เป็นหนึ่งในความประทับใจของผม ในการบรรยายให้นักศึกษารังสีเทคนิคฟัง ผมมักเริ่มต้นด้วยการให้นักศึกษาได้พิจารณาพระบรมราโชวาทของในหลวง ดังนี้
     "การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด
     ว่าที่จริงแล้ว คนโดยมากไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก
     เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า
     ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้…."

โรงพยาบาลศิริราช
ช่วงเวลาที่ในหลวงเสด็จมาโรงพยาบาลศิริราชเพื่อประทับรักษาพระอาการประชวร ที่ชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ เป็นอาคารที่อยู่ติดกับคณะเทคนิคการแพทย์ บังเอิญชั้น 10 เป็นที่ตั้งของภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยผมเป็นหัวหน้าภาควิชารังสีเทคนิคในช่วงเวลานั้น ทุกเช้าในวันที่ต้องเข้าทำงานที่ชั้น 10 จะตั้งจิตอธิษฐานขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยดลบันดาลให้พระองค์หายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน ครั้นเมื่อผมเกษียณแล้วในปี 2558 ก็ได้ไปจัดตั้งคณะรังสีเทคนิคที่มหาวิทยาลัยรังสิต จึงไม่ค่อยจะมีโอกาสมาที่โรงพยาบาลศิริราชบ่อยเหมือนเมื่อก่อน

และแล้ววันที่ 13 ตุลาคม 2559 ขณะที่ผมขับรถจากมหาวิทยาลัยรังสิตเพื่อกลับบ้านตามปกติเหมือนทุกวัน ผ่านมาถึงถนนราชพฤกษ์ใกล้ถึงถนนเพชรเกษมแล้วประมาณหนึ่งทุ่ม สังหรณ์ใจตั้งแต่บ่ายแล้วว่าวันนี้คงมีข่าวไม่สู้ดีนักเกี่ยวกับในหลวง ฟังวิทยุในรถ โฆษกประกาศว่า วันนี้พฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที ในหลวง เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี หัวใจแทบสลายครับ มันจุก แน่นอกทันที น้ำตาไหลพราก จอดรถก่อนไม่กล้าขับต่อไป ตั้งสติแล้วค่อยขับต่อไปจนถึงบ้าน เศร้าใจอย่างที่สุดครับ ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่าเป็นธรรมดาที่อย่างไรเสียวันนี้ก็ต้องมาถึงสักวันหนึ่งแน่ๆ แต่ก็หักห้ามใจได้ยากที่จะกลั้นน้ำตาไว้
เช้าตรู่วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2559 ผมขับรถไปม.รังสิตเพื่อร่วมถวายความอาลัยอย่างที่สุดร่วมกับท่านอธิการ ผู้บริหาร บุคลากร และนักศึกษา ผ่านสี่แยกศิริราชรถไม่ติดเลย ชลอความเร็วรถ เห็นผู้คนนั่งรอส่งเสด็จที่ฟุตบาทเนืองแน่น น้ำตาผมเริ่มเอ่อไหลออกมาอีก กลั้นไม่อยู่ครับ เมื่อมองเข้าไปในโรงพยาบาลศิริราช ช่างเศร้าใจเหลือเกิน.... จะไม่ได้เห็นในหลวงอย่างที่เคยได้เห็นมาอีกแล้ว ตั้งแต่ผมเล็กๆจำความได้อย่างที่เล่าให้ฟังจนผ่านมา 61 ปี ได้เห็น ได้ประจักษ์ว่าพระองค์ท่านทำอะไรต่ออะไรที่เป็นประโยชน์เยอะไปหมด ทำไมคนๆหนึ่ง จึงสามารถทำอะไรเพื่อผู้อื่นได้มากมายขนาดนั้น ไม่ได้สบายเลยนะครับทั้งที่พระองค์ท่านเป็นถึงพระมหากษัตริย์ ท่านเสวยสุขในพระราชวังก็ได้ .... สำหรับผมนั้น สิ่งที่ได้ทำและที่กำลังทำ มันเล็กน้อยเหลือเกิน เป็นเพียงธุลีดินเท่านั้น พระองค์จะประทับอยู่ในใจผมตลอดไป ...หากชาติหน้ามีจริงขอเกิดใต้ร่มพระบารมีของพระองค์เป็นข้ารองพระบาททุกชาติ ... และขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า จะดำเนินรอยตามแบบอย่างของพระองค์อย่างสุดความสามารถ
ข้าพระพุทธเจ้า รองศาสตราจารย์มานัส มงคลสุข