วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

QC เอกซเรย์จากแอนะล็อกสู่ดิจิทัล


ปฐมบท QC เอกซเรย์ในไทย

ประมาณปี 2535 หากถามว่า "ถ้าจะ QC กระบวนการสร้างภาพเอกซเรย์จะทำอย่างไร" คำตอบคือ "สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีใครหรือหน่วยงานใดให้คำตอบได้" พูดง่ายๆคือ ไม่รู้จะทำอย่างไร 

ทีมงานอาจารย์จากภาควิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล ในตอนน้้นจึงให้ความสนใจเรื่องนี้ และได้เริ่มค้นคว้าข้อมูลและทำการวิจัยให้เกิดองค์ความรู้และสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ทำการควบคุมคุณภาพของการสร้างภาพเอกซเรย์ ซึ่งเป็นระบบใช้ฟิล์มและสกรีนร่วมกัน ตัวอย่างงานวิจัยและหนังสือที่เขียนในยุคนั้น

    งานวิจัย:
     (1) Mongkolsuk M, Suriyachaiyakorn C, Dhanarun M, Wongse-ek C. Checking diagnostic x-ray machine quality of state hospitals Bangkok Metropolitant. Thai J Radiological Tech 1995;20(3):81-92.
     (2) Suriyachaiyakorn C, Wongse-ek C, Mongkolsuk M, Dhanarun M,.A custom built grid alignment test tool. Thai J Radiological Tech 1996;21(2):39-42.
     (3) Dhanarun M, Suriyachaiyakorn C, Wongse-ek C. Mongkolsuk M. A Custom-built Collimator and beam alignment test tools.Thai J Radiological Tech 1997;22(2):31-38
     (4) Wongse-ek C, Dhanarun M, Suriyachaiyakorn C, Mongkolsuk M, Sricome P, Suibjuntara J. Evaluation of radiographic film viewing box luminance and uniformity of brightness.Thai J Radiological Tech 1997;22(3):55-60.
     หนังสือ: 
     จิตต์ชัย สุริยะไชยากรมานัส มงคลสุขมาลินี ธนารุณ,ชวลิต วงษ์เอก.การควบคุมคุณภาพของภาพเอกซเรย์. กรุงเทพฯบริษัท พี.เอ.ลิฟวิ่งจำกัด; 2538 

ทีมงานอาจารย์รังสีมหิดล ค้นคว้าจนได้องค์ความรู้ และจัดสร้างเครื่องมือ ได้แก่ spinning top, collimator and beam alignment test tool, Al step wedge, grid alignment test tool, film-screen contact test tool เป็นต้น  กล่าวคือ สามารถทำการ QC การจัดตัวของลำเอกซเรย์ การจัดตัวของกริด การตรวจความคงตัวของ mA การตรวจความแนบชิดของฟิล์มและสกรีน กระบวนการล้างฟิล์ม ฯลฯ จน พ.ศ 2538 นำไปสู่การจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในปี 2538 เป็นครั้งแรกของประเทศไทยเรื่อง "การควบคุมคุณภาพของการถ่ายภาพเอกซเรย์ รุ่นที่ 1" ที่เก็บค่าลงทะเบียน 6,500 บาท ซึ่งแพงมากในตอนนั้น เนื่องจากเราแจกเครื่องมือให้ผู้เข้าอบรมเพื่อนำกลับไปทำ QC ได้เลย มีนักรังสีเทคนิคทั่วประเทศ รังสีแทย์ และวิศวกร เข้าร่วมอบรมในรุ่นแรก จากนั้นได้มีการจัดอบรมมาอย่างต่อเนื่องรวม 12 รุ่น มีผู้เข้าอบรมรวมทั้งสิ้นประมาณ 500 คน กระจายอยู่ตามโรงพยาบาลทั่วประเทศไทย ในภาพรวมแล้ว เป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการทางรังสีเทคนิค และยังนำไปสู่การปรับปรุงหลักสูตรรังสีเทนิคทั่วประเทศ ที่มีการบรรจุเรื่องการควบคุมคุณภาพของภาพเอกซเรย์ให้เข้มข้นขึ้น
ผู้สำเร็จการอบรม การควบคุมคุณภาพของการถ่ายภาพเอกซเรย์รุ่นที่ 1 เมื่อ 29 มิถุนายน 2538
คลื่นดิจิทัลมาแรง แอนะล็อกเดี้ยง

อย่างไรก็ตาม ประมาณปี 2527 เค้าลางของดิจิทัลในการถ่ายภาพเอกซเรย์เริ่มขึ้นเมื่อมีรายงานการวิจัยของนักวิจัยญี่ปุ่นเรื่อง Computed radiography utilizingscanning laser stimulated luminescence คือการใช้ CR ที่เรารู้จักกันดี ในตอนนั้นเครื่อง CR ใหญ่เทอะทะมากและราคาแพง จนกระทั่งเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วทั้ง CR และ DR จึงเป็นคลื่นที่โถมเข้าใส่นักรังสีเทคนิครุ่นแอนะล็อกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกิด disruption ขึ้น สำหรับในประเทศไทยใช้ระบบดิจิทัลเป็นส่วนใหญ่แล้ว 

วิกฤติคือโอกาส

ในขณะที่มีแนวโน้มคลื่นดิจิทัลจะถาโถมเข้าหาการถ่ายภาพเอกซเรย์ แต่ QC ของกระบวนการถ่ายภาพเอกซเรย์ก็ต้องดำเนินการต่อไป ดังนั้น ผมจึงเตั้งคำถามขึ้นในตอนนั้นเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วว่า 

"การทำ QC ของกระบวนการถ่ายภาพเอกซเรย์ที่ต้องใช้ฟิล์มเอกซเรย์เพื่อทำการตรวจสอบสามารถใช้ CR หรือ DR มาทดแทนได้หรือไม่?" 

โดยไม่รีรอ เรื่องนี้ผมจึงกำหนดให้เป็นหัวข้อวิจัยทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก โดยพิจารณาหลายมิติ เช่น ที่กล่าวแล้วว่า CR หรือ DR ใช้แทนฟลิ์มเอกซเรย์ได้หรือไม่ ในแง่ของเศรษฐศาตร์จะเป็นอย่างไร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะเป็นเช่นไร ตัวอย่างบทความวิจัยที่เป็นผลงานของคนไทยได้แก่

บทความวิจัยที่ใช้ CR เพื่อการตรวจสอบลำเอกซเรย์ ตีพิมพ์ในวารสารรังสีเทคนิคเมื่อพ.ศ. 2550
บทความวิจัยที่มีมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ตีพิมพ์ใน จพสท เมื่อพ.ศ. 2552 

บทความวิจัยล่าสุด ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Applied Clinical Medical Physics (JACMP) เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2562

ในรายงานวิจัยล่าสุดนี้ เป็นการนำเสนอผลเปรียบเทียบระหว่างการใช้ฟิล์มเอกซเรย์และ CR เพื่อตรวจสอบลำเอกซเรย์ ขนาดของโฟคอลสปอต และความคงตัวของ mA ซึงสรุปว่าใช้ CR แทนฟิล์มเอกซเรย์ได้

ก้าวเดินต่อไปคืออะไร

การทำ QC กระบวนการถ่ายภาพเอกซเรย์ยังคงดำเนินต่อไปในบริบทของนักรังสีเทคนิคที่กำหนดในสมรรถนะของวิชาชีพ เมื่อก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลก็จะมีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นให้เราได้ศึกษาและเรียนรู้อย่างสนุกอีกมากมาย รายงานผลงานวิจัยที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงองค์ความรู้เชิงลึก ตั้งแต่ยุคการใช้ฟิล์มมาสู่การใช้ดิจิทัล ที่อ่านแล้วอาจงงๆไม่ค่อยสนุก แนวคิดที่พยายามจะใช้ดิจิทัลที่เราต้องใช้งานในการถ่ายภาพเอกซเรย์เป็นประจำทุกวันอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ ซึ่งต้องสังเคราะห์ให้เหมาะสมกับในทางปฏิบัติงานที่ทำเป็นประจำ เป็นการเพิ่มคุณค่าให้ชาวเรา ชาวรังสีเทคนิค ในอีกส่วนหนึ่งเล็กๆ



วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2562

สภารังสีเทคนิคเพื่อประชาชน

😍สวัสดีครับชาวเรา😉 

วันนี้เป็นวันสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ของไทยที่บรรยากาศชุ่มฉ่ำทั้งประเทศ ขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังชาวเราทุกคน 

วันดีๆอย่างนี้ผมจึงขอถือโอกาสนี้ เล่าเรื่องดีๆให้ชาวเราได้รับรู้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมการจัดทำสภารังสีเทคนิคจากประสบการณ์ตรงที่สัมผัสได้ถึงความพยายามของชาวเราจำนวนหนึ่งมาอย่างยาวนาน ด้วยความอดทน มุ่งมั่น สุขุมและรอบครอบ ซึ่งขณะที่เขียนเล่าเรื่องนี้ สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทยให้เกียรติแต่งตั้งผม (ผู้เขียน) เป็นกรรมการที่ปรึกษาของคณะกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพรังสีเทคนิค จะพยายามเล่าให้ได้ความมากที่สุด ในส่วนของความเห็นที่ปรากฏในการเล่าเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเองครับ มิใช่ข้อสรุปหรือมติของคณะกรรมการยกร่างฯ  

🔻ปฐมบทเดินหน้าสู่สภารังสีเทคนิค

ความคิดเรื่องสภารังสีเทคนิคเริ่มมานานแล้ว เมื่อกว่า 25 ปีที่แล้ว เริ่มพร้อมๆกับที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยและพี่ๆนักรังสีเทคนิคหลายคน ช่วยกันจัดทำรายละเอียดเสนอกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอกำหนดให้วิชาชีพรังสีเทคนิค เป็นวิชาชีพที่ต้องมีใบประกอบโรคศิลปะ และประสบความสำเร็จ โดยมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขารังสีเทคนิคเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 (ปัจจุบันพระราชกฤษฎีกานี้ถูกยกเลิก แต่ใจความสำคัญได้ยกไปไว้ในพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2556)  
คณะกรรมการวิชาชาชีพสาขารังสีเทคนิค (ตั้งแต่ 2549)

เรื่องของสภามีความชัดเจนขึ้น เมื่อมีการคุยกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวของ 5 สมาคมรังสีฯเมื่อ 13 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2549 ที่โรงแรมเวลคัมจอมเทียนบีช พัทยา สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทยมอบหมายให้ผม (ที่ปรึกษาสมาคม)ชวน 5 สมาคมรังสีฯคุยกันเรื่องอนาคตของรังสีเทคนิคไทยในมุมมองของผู้ประกอบวิชาชีพ ท่ามกลางชาวเราที่ร่วมรับฟังไม่ต่ำกว่า 150 คน รวมทั้งมีอาจารย์รังสีเทคนิคและนักรังสีเทคนิคต่างชาติจำนวนหนึ่งร่วมสังเกตุการณ์และรับฟังด้วย ในวงเสวนาวันนั้นเริ่มมีการพูดกันถึง "สภาวิชาชีพ" 


มีสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งเมตตาผม comment ลงใน blog GotoKnow ที่ผมเขียนเกี่ยวกับการเดินหน้าสู่สภาวิชาชีพไว้นานหลายปีแล้วว่า "การก้าวขึ้นเป็นระดับสภา ดีครับ เพราะองค์ประกอบชัด กิจกรรมชัดและทำประโยชน์ได้ชัด มีพลัง"

ถัดจากนั้น การพูดคุยเสวนาเรื่องสภาวิชาชีพ เป็นหัวข้อหนึ่งที่ถูกกำหนดให้มีการอภิปรายในการประชุมวิชาการประจำปีของสมาคมต่างๆเป็นครั้งคราว ในส่วนของสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย (สรท.) ซึ่งผมเป็นที่ปรึกษา ก็ได้มีโอกาสรับรู้ความเคลื่อนไหวของสมาคมฯอย่างสม่ำเสมอ ได้เห็นความตั้งใจของนายกสมาคมฯ คณะกรรมการอำนวยการ และพี่น้องนักรังสีเทคนิค ในการเดินหน้าจัดตั้งสภารังสีเทคนิค โดยมีชาวเราร่วมพลัง ร่วมใจเดินหน้าไปด้วยกัน 

ช่วง 4-5 ปีมานี้ ในการประชุมวิชาการประจำปีของสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย (สรท.) มีการชวนสมาคมรังสีฯต่างๆมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น และ update ความคืบหน้าของการเดินหน้าสู่สภาแทบจะทุกครั้งของการประชุม ทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันที่ดีขึ้นตามลำดับอย่างเห็นได้ชัด ว่าเราจะเดินหน้าไปสู่สภาเพื่ออะไร และจะเดินอย่างไร ซึ่งมีรายละเอียดที่ผมเคยเขียนเล่าเรื่อง "สภาวิชาชีพรังสีเทคนิคเพื่อใคร" ไว้นานแล้ว  

ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น หากชาวเราปราศจากซึ่งความรักในวิชาชีพ ความมุ่งมั่นและความอดทน ปราศจากซึ่งความร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวแล้วไซร้ ก็ไม่น่าจะเดินมาถึงจุดที่วิชาชีพรังสีเทคนิคเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ และชาวเราได้เดินมาถึงจุดที่กำลังจะก้าวต่อไปสู่สภาวิชาชีพ จุดที่จะเล่าให้ฟังต่อไป

🔻เส้นทางสู่สภาเริ่มชัดเจน



สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย (สรท.) ไม่ลดละความพยายามในการก้าวเดินสู่สภาฯ ได้เชิญชวนพี่น้องชาวเราจากสมาคมรังสีฯต่างๆมาร่วมปรึกษาหารือในการขับเคลื่อนสู่สภารังสีเทคนิคในหลายๆโอกาสเพื่อให้ "รังสีเทคนิคไทย รวมใจเป็นหนึ่งเดียว เหลียวแลชาวประชา" อย่างจริงจัง

เมื่อความคิดเริ่มตกผลึก ประกอบกับความร่วมไม้ร่วมมือของชาวเรา ในเดือนสิงหาคม 2561 สรท.จึงได้จัดทำ "โครงการเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งสภารังสีเทคนิค" (ขั้นตอน 1 , ดูรูปกระบวนการจัดทำสภารังสีเทคนิคประกอบ) เสนอมายังสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ (ขั้นตอน 2) ซึ่งสำนักฯได้ส่งเรื่องให้ ก.ช. หรือคณะกรรมการวิชาชีพสาขารังสีเทคนิค (ขั้นตอน 3)พิจารณา ก.ช.ได้พิจารณาแล้วและส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ (ขั้นตอน 4)และในการประชุมคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะเมื่อเดือนกันยายน 2561 ก็มีมติรับทราบ โดยทางกองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มีความเห็นให้ สรท. จัดทำร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพรังสีเทคนิค เสนอมายังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อให้กองกฎหมายพิจารณา ถึงตอนนั้นอาจมีการให้ข้อคิดเห็นหรือปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม จากนั้นจึงจะดำเนินการให้พร้อมเพื่อเสนอไปยังสภานิติบัญญัติต่อไป ความนี้ได้แจ้งให้ สรท.รับทราบ (ขั้นตอน 5)เพื่อให้ สรท.ดำเนินการต่อไป

ต่อมาในเดือนธันวาคม 2561 สรท. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพรังสีเทคนิคขึ้น (ขั้นตอน 6) มีนายสละ อุบลฉาย เป็นประธานกรรมการ มีรองประธาน 2 คนคือ ผศ.ดร.นภาพงษ์ พงษ์นภางค์ และนางสาวอำไพ อุไรเวโรจนากร มีกรรมการที่ปรึกษา 2 คนคือ นายภัทระ แจ้งศิริเจริญ (นักกฎหมาย) และรศ.มานัส มงคลสุข มีนางทิพวัลย์ หงษ์พงษ์ เป็นเลขานุการ และมีชาวเราจากภาคส่วนต่างๆร่วมเป็นกรรมการด้วยอีก 12 คน 

งบประมาณในการจัดการประชุมคณะกรรมการยกร่างฯ สรท.เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด เช่น ค่าเดินทาง เบี้ยประชุม อาหาร สถานที่ ฯลฯ 

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอน 6 เป็นขั้นตอนจัดทำร่างพรบ.ฯ โดยคณะกรรมการยกร่างฯ ที่ สรท.แต่งตั้ง ภารกิจสำคัญของคณะกรรมการยกร่างฯ คือ จัดทำหลักการเหตุผลความจำเป็นในการจัดตั้งสภารังสีเทคนิค และจัดทำร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพรังสีเทคนิค 

คณะกรรมการยกร่างฯ ได้มีการประชุมครั้งแรกเริ่มเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 ประชุมแล้ว 3 ครั้ง ทั้งสามครั้งจัดประชุมที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ ซึ่งคาดว่าอาจต้องประชุมกันอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง จึงจะได้ร่างพรบ.ฯที่เสร็จสมบูรณ์พร้อมที่จะจัดส่งให้ สรท. (ขั้นตอน 7) 

เมื่อ สรท.รับรองร่างพรบ.ฯแล้ว จะได้จัดส่งต่อไปยัง ก.ช. (ขั้นตอน 8) และคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ (ขั้นตอน 9) จากนั้น กองกฏหมาย (ขั้นตอน 10) จะพิจารณาอย่างละเอียด อาจมีการปรับแก้ถ้อยคำหรือเนื้อหาให้เหมาะสม ซึ่งในขั้นตอนนี้ (9-10-และต่อๆไป) เป็นขั้นตอนที่ดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงการทำประชาพิจารณ์ จนสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ หากรับรองทั้ง 3 วาระ ก็สามารถประกาศใช้ได้ 
การประชุมคณะกรรมการยกร่าง พรบ.วิชาชีพรังสีเทคนิค ครั้งที่ 1 (15 มกราคม 2562)
โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพ
ครั้งที่ 2 (26 กุมภาพันธ์ 2562) โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพ
ครั้งที่ 3 (10 เมษายน 2562) โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพ
🔻ทำไมต้องเป็นสภาวิชาชีพรังสีเทคนิค

หากมองเข้ามาที่ชุมชนของชาวเรา ชาวรังสีเทคนิคได้อยู่ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุขตลอดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 เพราะรัฐบาลเล็งเห็นว่า เป็นภารหน้าที่ที่รัฐต้องดูแลคุ้มครองประชาชนให้ได้รับการบริการด้านรังสีที่ดี ที่เหมาะสม มีมาตรฐาน ก็เปรียบเหมือนพ่อแม่ดูแลลูก (รังสีเทคนิค) ที่คอยประคบประหงม ให้เงิน ให้สถานที่ ให้ทุกๆอย่างที่เป็นความจำเป็นของลูก ในขณะที่ลูกยังไม่สามารถช่วยเหลือเลี้ยงดูตัวเองได้ เพื่อให้ลูก (รังสีเทคนิค) แข็งแรงพอที่จะสามารถดูแลประชาชนได้อย่างดี  

เชื่อว่าชาวเราหลายคน เมื่อรู้ว่ามีความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งสภาวิชาชีพรังสีเทคนิค ก็มีข้อสงสัย อยากรู้ว่าทำไมต้องเปลี่ยนเป็นสภาฯ อยู่เป็นคณะกรรมการวิชาชีพในการดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุขก็สบายดีอยู่แล้ว จะเปลี่ยนทำไม?

โดยความเห็นส่วนตัว ผมเห็นว่าในการเปลี่ยนผ่านจากคณะกรรมการวิชาชีพไปเป็นสภาฯ มีหลายมิติที่จำเป็นต้องพิจารณา มีทั้งข้อดี ข้อเสีย และความจำเป็น

            ➽ความจำเป็น/ข้อดี :

     1)ประชากรรังสีเทคนิคที่มีใบประกอบโรคศิลปะ เวลานี้ชุมชนรังสีเทคนิคเติบใหญ่จนมีสมาชิกเกือบ 5,000 คน ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขารังสีเทคนิค มีจำนวนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ประกอบโรคศิลปะทุกสาขารวมกัน เราน่าจะเป็นลูกที่โตและสามารถดูแลตัวเองได้แล้วหรือยัง? เราสามารถออกจากอ้อมอกของกระทรวงสาธารณสุขได้แล้วหรือยัง? มันถึงเวลาและมันเป็นความจำเป็นใช่หรือไม่?
     2)การพัฒนานักรังสีเทคนิคและ career path ชุมชนรังสีเทคนิคเติบโตกว่า 50 ปี มีความเจริญ มั่นคง ก้าวหน้ามาตามลำดับ สิบกว่าปีที่ผ่านมา มีลูกศิษย์หลายคนมาปรับทุกข์ว่า "อาจารย์ครับ (คะ) ให้เรียนรังสีเทคนิคตั้ง 4 ปี แล้วมาทำงานอยู่โรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ ไม่เห็นมีอะไรมาก ไม่สนุกเลย" นั่นคือเสียงบ่นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว มาตอนนี้เสียงบ่นแบบนี้เงียบไป แต่ผมก็ยังคิดว่า เราต้องมองอนาคตให้ชัดเจน "รังสีเทคนิคไทยจะเป็นอย่างไรในอีก 10 ปีข้างหน้า" เพื่อที่ชาวเราจะสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเอง ปรับตัวให้สามารถอยู่รอดได้ จะได้ไม่ตกอยู่ในสภาพที่ถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงไปตามการบีบคั้นของกระแสการเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้และเทคโนโลยีที่รวดเร็วและรุนแรง (disruption)

ในความเป็นอาจารย์ รู้สึกสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของชาวเราเหล่านั้น และห่วงใยในเส้นทางวิชาชีพของชาวเรา มันควรจะมีบันไดวิชาชีพรังสีเทคนิคให้ชาวเราได้ก้าวขึ้นไปเรื่อยๆอย่างมีความสุข ที่ไม่ใช่เป็นการเรียนในระดับปริญญาโทหรือเอกที่เน้นการวิจัยเพียงเส้นทางเดียว ควรมีทางเลือกอื่นด้วย 

สิ่งหนึ่งที่เป็นไปได้มากๆคือ หลังจากชาวเราจบปริญญาตรีรังสีเทคนิคและทำงานแล้วระยะเวลาหนึ่ง ก็ควรมีเส้นทางที่ขยับก้าวขึ้นไปสู่ความเป็นนักรังสีเทคนิคเฉพาะทาง (ขั้นสูง) เช่น CT, MRI, US ฯลฯ ในรูปของวุฒิบัตรเฉพาะทางที่ใช้เวลาศึกษาอย่างน้อย 12 เดือน โดยได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพ เพื่อเพิ่มโพรไฟล์ เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับตัวเองและหน่วยงาน ถามว่า คณะกรรมการวิชาชีพทำเรื่องนี้ได้ไหม คำตอบคือ ทำได้ แต่ทำได้ยาก ถ้าเป็นสภาวิชาชีพจะสามารถทำวุฒิบัตรเฉพาะทางได้ง่ายกว่า เรื่องนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ของวิชาชีพอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ชาวเรามีเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพจริงๆ ได้รับการยอมรับมากขึ้น และมีความสุข นี่เป็นข้อดีหรือไม่?

     3)อิสระและความคล่องตัว เมื่อเป็นสภาวิชาชีพแล้ว การออกข้อบังคับต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและชาวเรา ให้ทันการทันเวลา สามารถทำได้อิสระ รวดเร็ว ไม่ต้องผ่านหลายขั้นตอนที่ทำให้เกิดความล้าช้าแบบที่ดำเนินการโดย ก.ช. สภาวิชาชีพจะเรียกประชุมกี่ครั้งทำได้ง่าย แล้วพิจารณาออกข้อบังคับเสนอรัฐมนตรีฯ เมื่อรัฐมนตรีเห็นชอบก็บังคับใช้ได้เลย นี่เป็นข้อดีหรือไม่

     ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสมาชิก เช่นขณะนี้ ใบประกอบโรคศิลปะของชาวเรากฎหมายกำหนดให้มีอายุ 5 ปี เมื่อครบกำหนดก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการต่ออายุ ค่าใช้จ่ายนี้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับรัฐเป็นผู้กำหนด ก.ช.ไม่สามารถกำหนดได้ แต่หากเป็นสภาวิชาชีพ เราสามารถกำหนดเองได้เลย จะเอาแบบไหน มากน้อยก็ให้เหมาะสมกับสภาวะเศรฐกิจในตอนนั้น นี่เป็นข้อดีหรือไม่

     4)ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ที่กล่าวย่อๆมาทั้ง 3 ข้อนั้น ดูเหมือนจะเน้นที่ว่า ชาวเราจะได้รับผลดีหรือประโยชน์อะไรบ้าง (self focus) แล้วผู้ป่วยหรือประชาชนจะได้อะไร หัวใจของมันก็ควรอยู่ตรงนี้เป็นสำคัญ อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่าประชาชนต้องได้รับการคุ้มครองจากรัฐ เมื่อเป็นสภาฯ สภาฯก็ต้องรับภาระนี้มาดูแลคุ้มครองประชาชนตามบทบาทหน้าที่ของวิชาชีพรังสีเทคนิค (patient focus) และตัวอย่างความจำเป็น/ข้อดีที่กล่าวมาทั้งสามข้อ จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาชาวเราให้มีองค์ความรู้และก้าวหน้าในวิชาชีพ ส่งผลให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ให้สมกับความมุ่งหมายที่ว่า "สภารังสีเทคนิคเพื่อประชาชน" นี่เป็นข้อดีหรือไม่

     ➽ข้อเสีย:

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้มีด้านเดียว เมื่อมีความจำเป็น มีข้อดี ก็ต้องมีข้อเสียเป็นธรรมดา ข้อเสียที่ว่า อาจไม่เสียจริง เป็นความกังวลของชาวเราที่คุ้นชินกับสิ่งเดิมๆ กับคณะกรรมการวิชาชีพที่มีกระทรวงฯอุ้มชูด้วยงบประมาณที่มาจากเงินภาษีของชาวเราและประชาชนทั่วไป เมื่อมีการจะปรับเปลี่ยนเป็นสภาวิชาชีพ ก็เกิดความกังวล ต้องเสียเงินเสียทองอีกแล้ว 

ชาวเราลองคิดถึงตอนที่เรานั่งรถยนต์ที่วิ่งไปบนถนนทางตรงก็จะนั่งสบายๆ เมื่อมาถึงทางโค้ง รถจำเป็นต้องเลี้ยงโค้งแล้ว ถ้าไม่เลี้ยวก็แหกโค้งตกถนนไป ทำให้ชาวเราได้รับบาดเจ็บหรือตาย ครั้นต้องเลี้ยวโค้ง ชาวเราที่นั่งไปบนรถด้วยกันก็จะถูกแรงเหวี่ยง ทำให้นั่งไม่สบายต้องคอยจับรถไว้ให้แน่นๆเพื่อสู้กับแรงเหวี่ยง เมื่อรถเคลื่อนผ่านโค้งมาถึงทางตรง แรงเหวี่ยงจะหมดไป ชาวเราที่นั่งมาด้วยกันก็ไม่ต้องเกร็งต้องจับรถแน่นๆเหมือนตอนเข้าโค้งแล้ว กลับมาสบายเหมือนเดิม มันก็เป็นธรรมชาติเช่นนี้เอง

🔻มุมมองช่วงเปลี่ยนผ่าน

จากคณะกรรมการวิชาชีพที่ดูแลโดยกระทรวงสาธารณาสุข สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการทุกอย่าง เช่น การประชุมคณะกรรมการวิชาชีพแต่ละครั้ง (ค่าเบี้ยประชุม ค่าเดินทาง เอกสาร สถานที่ ฯลฯ)การเลือกตั้งกรรมการวิชาชีพ เป็นต้น เมื่อปรับเปลี่ยนมาเป็นสภาวิชาชีพที่ดูแลตัวเอง มีประเด็นพิจารณา คือ 

     1)คณะกรรมการสภารังสีเทคนิค ในระยะแรกของการเป็นสภารังสีเทคนิค กรรมการสภาฯชุดตั้งไข่หรือเริ่มต้นที่จะทำหน้าที่ดำเนินกิจการของสภาฯ คือกรรมการสภาฯโดยตำแหน่ง ซึ่งควรมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นนายกสภาฯ เพราะยังไม่มีกรรมการสภาฯที่มาจากการเลือกตั้งจากสมาชิกสภาฯทั้งหมด เรื่องนี้ถือว่าเป็นภาระอันหนักยิ่งของคณะกรรมการสภาฯชุดเริ่มต้น เพราะในการดำเนินกิจการทั้งหลายของสภาฯต้องใช้เงิน เงินงบประมาณจะมาจากไหน? การประชุมกรรมการ สถานที่ประชุม และที่เห็นชัดเจนและใช้เงินในระยะแรกเยอะมากคือ การจัดการเลือกตั้งกรรมการสภาฯที่มาจากสมาชิกสภาฯทุกคนร่วม 5,000 คน (ขณะนี้) ซึ่งเมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้ว กรรมการสภาฯที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปจากสมาชิกสภาฯ ก็เข้าไปร่วมเป็นกรรมการสภาฯอันทรงเกียรติ เป็นสภาฯที่ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อดำเนินกิจการของสภาฯต่อไป 

ชาวเราในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาฯ มีเวลาเตรียมตัวที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการสภาฯตั้งแต่วินาทีนี้เลย เรื่องนี้มันเร็วไปไหมที่จะพูดตอนนี้ ตอบได้เลยว่าไม่เร็วเกินไป เพราะชาวเราที่ลงสมัครรับเลือกตั้งต้องไม่ได้มาแบบเล่นๆสนุกๆขำๆ หรือเพื่อให้เป็นเกียรติประวัติของตัวเองว่าครั้งหนึ่งเคยได้รับเลือกจากชาวเราให้เป็นกรรมการสภาฯ ชาวเราที่มีจิตมุ่งมั่นศัรทธาอันแรงกล้า ที่จะดูแลและพัฒนาวิชาชีพรังสีเทคนิคให้เข้มแข็งเป็นที่ยอมรับของสังคม ต้องเตรียมความพร้อมให้เพียงพอในการที่จะเข้าไปรับผิดชอบการบริหารและดำเนินกิจการสภาฯในระยะตั้งไข่ และที่สำคัญคือ "ต้องพร้อมที่จะเป็นนายกสภาฯ" เพราะอะไรครับ? 

เพราะเมื่อเลือกตั้งทั่วไปเสร็จสิ้น ได้กรรมการสภาฯที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ถึงตอนนี้องค์คณะกรรมการสภาฯก็สมบูรณ์ พร้อมจะเลือกนายกสภาฯขึ้นมาใหม่แทนท่านปลัดกระทรวงฯ นายกสภาฯคนที่จะได้รับเลือกใหม่นี้ต้องเป็นกรรมการสภาฯที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไป ดังนั้น ในขณะที่สภาฯยังตั้งไข่อยู่นี้ นายกสภาฯคนนี้ต้องมีดีและเก่งรอบด้านจริงๆ รวมทั้งทีมงานด้วย ในการนำนาวาลำนี้ให้โลดแล่นไปได้อย่างราบรื่น มั่นคง ยั่งยืน ทั้งในระยะตั้งไข่และในระยะยาว

     2)ใบประกอบโรคศิลปะเดิมจะทำอย่างไร การเป็นสภารังสีเทคนิค จะมีสมาชิกสภารังสีเทคนิค และผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพรังสีเทคนิค แล้วนักรังสีเทคนิคที่มีใบประกอบโรคศิลปะสาขารังสีเทคนิคเดิมจะมีผลกระทบอะไรไหม? 

     ⧫ประการแรก นักรังสีเทคนิคที่มีใบประกอบโรคศิลปะสาขารังสีเทคนิคควรเป็นสมาชิกสภารังสีเทคนิคทันที 
     ⧫ประการที่สอง ใบประกอบโรคศิลปะฯจะต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนไปเป็นใบประกอบวิชาชีพของสภารังสีเทคนิค 

ทั้งสองประการนี้ มันมีกระบวนการเปลี่ยนผ่านของมันและต้องใช้เงินอีกแล้ว ซึ่งสมาชิกสภารังสีเทคนิคอาจจำเป็นต้องช่วยจ่ายบ้าง ในวิสัยที่ชาวเราสามารถจ่ายได้ โดยให้เกิดเดือดร้อนน้อยที่สุด ที่สามารถทำให้สภารังสีเทคนิคดำเนินกิจการได้ เช่น จัดประชุมได้ จัดการเลือกตั้งได้ จัดทำใบประกอบวิชาชีพได้ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้สภารังสีเทคนิคของชาวเราตั้งหลักได้ และมีความเข้มแข็งมั่นคงต่อไป นั่นก็คือเพื่อผลประโยชน์ของชาวเราทั้งในระยะสั้นและยาวนั่นเอง 

หากชุมชนรังสีเทคนิคบังเอิญมีชาวเราร่ำรวย และศรัทธาวิชาชีพรังสีเทคนิคอย่างยิ่งยวด บริจาคเงินให้สิบล้านบาทเพื่อใช้ดำเนินกิจการสภาฯ อันนี้ก็จะง่ายขึ้น แต่จะเป็นไปได้แค่ไหนก็ยากคาดเดา เพราะความเป็นไปได้อาจเหมือนการซื้อล็อตเตอรี่เพื่อหวังถูกรางวัลที่หนึ่งก็เป็นได้ 

หากชาวเราคิดว่า ตัวเองไม่เห็นจะได้อะไรและยุ่งยากด้วย ในเมื่อไม่มีเงิน งั้นก็อยู่เป็นสมาชิกของคณะกรรมการวิชาชีพให้กระทรวงฯดูแลไปแบบเดิมไม่ดีกว่าหรือ จะได้ไม่ต้องจ่ายเงิน 

คำถามคือ กระทรวงสาธารณสุขจะมองวิชาชีพรังสีเทคนิคอย่างไร? อย่างที่กล่าวไปแล้ว ถ้าดูตัวเลขจำนวนผู้ประกอบโรคศิลปะของทุกวิชาชีพรวมกันทั้งหมด เฉพาะจำนวนผู้ประกอบโรคศิลปะสาขารังสีเทคนิคก็มีจำนวนเกินกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว มากกว่าทุกวิชาชีพ และถ้าชาวเรายังคิดแบบนี้ ขอให้ชาวเราย้อนกลับไปดูความจำเป็นและข้อดีของการเป็นสภาฯที่กล่าวมาแล้ว 


🔺“หากเราไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จะมีเส้นทางบังคับให้เราไปเป็นแบบนั้น” ...ซึ่งมันอาจไม่ใช่แบบที่เราควรเป็น และผมเชื่อมั่นว่าชาวเราไม่ต้องการแบบนี้

แม้ว่าการเตรียมการสู่สภารังสีเทคนิคได้เริ่มขับเคลื่อนแล้ว แต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ต้องใช้เงินสนับสนุนอีกจำนวนหนึ่ง (ใครจะ support อีกไหม?) เส้นทางเดินต่อไปข้างหน้าไม่ง่ายเหมือน flow chart ที่แสดงในรูปข้างบน ยังต้องฝ่าฟันหลายด่าน แต่ละด่านไม่ธรรมดา ชาวเราต้องอดทน คณะทำงานต้องมีกัลยาณมิตรที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ต้องใช้พลังความสามัคคีของชาวเราที่ไม่หวั่นไหวว่าเราจะเป็นสภาฯ ไม่เสียขวัญ เชื่อมั่นว่าการเป็นสภาฯดีกว่าก.ช. คือต้องใช้พลังบวกทั้งหมดที่ชาวเรามีเอามาหลอมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้เกิดพลังพิเศษในการขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จที่มุ่งหมายร่วมกัน

🔺May the force be with Thai RT community.


Related Links:
1.สภาวิชาชีพรังสีเทคนิคเพื่อใคร?
2.รังสีเทคนิคไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า
3.วันรังสีเทคนิคโลก vs สภารังสีเทคนิคไทย


วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562

ใบประกอบโรคศิลปะรังสีเทคนิคมีอายุ 5 ปี บังคับใช้แล้ว

(1,614 ครั้ง)
เป็นที่ทราบกันดีว่า ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2545 กฎหมายกำหนดให้ รังสีเทคนิคเป็นวิชาชีพที่ต้องมีใบอนุญาตในการประกอบโรคศิลปะ หรือต้องมี license (กฤษฎีกากำหนดให้รังสีเทคนิคเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ) ซึ่งได้มีการยกเลิกกฤษฎีกาฉบับนี้แล้ว แต่ได้ยกเนื้อหาทั้งหมดพร้อมมีการปรับปรุงเพิ่มเติมไปไว้ใน พรบ.ประกอบโรคศิลปะ (ฉบับที่4)พ.ศ. 2556 
หลังจากที่ได้กำหนดให้ต้องมี license เมื่อ 2545 เป็นต้นมาแล้วนั้น ก็มีการสอบเพื่อขึ้นทะเบียนและขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ครั้งแรกเมื่อ 2547 และประกาศเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2547 ให้นักรังสีเทคนิคจำนวน 56 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 25 ปี เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขารังสีเทคนิคกลุ่มแรก โดยการสอบคราวนั้นไม่ต้องสอบข้อเขียน
ตั้งแต่ พฤษภาคม 2547 จนสิ้นปี 2547 มีกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวหลายฉบับออกมาบังคับใช้ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขียนถึงนี้ ได้แก่
🔻ระเบียบกระทรวงสาธารณาสุขว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสาขารังสีเทคนิค (10 สิงหาคม 2547)ซึ่งต่อมาได้ยกเลิก โดยใช้จรรยาบรรณากลาง พ.ศ. 2559 แทน 
ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2547 นักรังสีเทคนิค 1,256 คน เข้าสอบเพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขารังสีเทคนิค นั่นเป็นจำนวนมากที่สุดที่นักรังสีเทคนิคเข้าสอบ แล้วก็มีการสอบเรื่อยมาทุกปี จนปัจจุบันมีนักรังสีเทคนิคขึ้นทะเบียนทั้งสิ้น 4,673 คน ทุกคนมี license รังสีเทคนิคที่ไม่มีการกำหนดวันหมดอายุ ภายใต้บังคับของกฎกระทรวง พ.ศ. 2547
บรรยากาศการสอบ License เมื่อ 12 ธค 2547
ล่าสุด ได้มีกฎกระทรวงออกมาใหม่ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 ว่าด้วยการขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การขอรับใบแทนใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาตในการประกอบโรคศิลปะ (ฉบับที่ 2 )  เป็นการเพิ่มรายละเอียดกฎกระทรวงที่ใช้ในปี 2547 เพิ่มเรื่องอายุของ license กำหนดให้มีอายุ 5 ปี เข้าไปในกฎกระทรวงนี้ 
ดังนั้น บัณฑิตรังสีเทคนิคทั้งที่เพิ่งจบและที่ยังตกค้างสอบไม่ผ่าน ที่จะเข้าสอบเพื่อขอขึ้นทะเบียนฯ ในเดือนกรกฎาคม 2562 นี้ หากสอบผ่าน จะได้ license ที่มีอายุ 5 ปี และต่ออายุได้ตามเงื่อนไขที่กรรมการวิชาชีพฯกำหนด
ประเด็นน่าสนใจ คือ กฎใหม่นี้บังคับใช้กับผู้ที่มี license อยู่เดิมก่อนกฏกระทรวง 2562 จะบังคับใช้หรือไม่ เรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากยังต้องมีการตีความกฎกระทรวงอันใหม่นี้ ซึ่งคณะกรรมการวิชาชีพสาขารังสีเทคนิคกำลังดำเนินการเพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อไปโดยเร็ว

Related Links:
กฎกระทรวง พ.ศ. 2562