วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อนุภาค Pi-mezon กับวาจาคน


(356ครั้ง)
      ชวนชาวเรามาท่องเที่ยวภายในนิวเคลียสซึ่งเป็นที่ชุมนุมของเหล่าโปรตอนและนิวตรอนกันอีกสักครั้งครับ ท่องเที่ยวให้เพลิดเพลินจำเริญหัวใจ

      นิวตรอนและโปรตรอนอยู่กันได้อย่างไรในนิวเคลียสขนาดเล็กมาก
      ในอดีต มีนักฟิสิกส์พยายามหาคำตอบในเรื่องนี้อยู่นาน ในที่สุดก็พบว่า มันอยู่กันได้เพราะมีแรงนิวเคลียร์ซึ่งเป็นแรงดูดอย่างเดียวระหว่างนิวคลีออนที่มีขนาดแรงมากๆ หมายถึง ระหว่างโปรตอนกับโปตอน โปรตอนกับนิวตรอน นิวตรอนกับนิวตรอน ยึดโยงให้เหล่าโปรตอนและนิวตรอนทั้งหลายสามารถอยู่รวมกันในนิวเคลียสได้ โดยที่นิวเคลียสไม่แตกสลาย
     แล้วเจ้าแรงนิวเคลียร์เกิดได้อย่างไร ในปีค.ศ. 1935 Hideki Yukawa ทำนายว่า แรงนิวเคลียร์เกิดจากการที่นิวคลีออน ซึ่งหมายถึงโปรตอนและนิวตรอนที่อยู่ในนิวเคลียส แลกเปลี่ยนอนุภาค Pi-mezon ซึ่งกันและกัน อันนี้เป็นเรื่องเข้าใจยากเพราะเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆคน และเรื่องนี้เหมือนนิยายแต่เป็นเรื่องจริง คือในปีค.ศ. 1947 Cicil Powell ก็ค้นพบอนุภาค Pi-mezon หรือ Pion ในรังสี Cosmic ตามที่ Hideki Yukawa ทำนายไว้จริงซะด้วย Hideki Yukawa คิดได้อย่างไรว่าต้องมี Pi-mezon น่าทึ่งมาก ในเวลาต่อมา Hideki Yukawa ก็ได้รับรางวัลโนเบล

    การแลกเปลี่ยนอนุภาค Pi-mezon ทำให้เกิดแรงนิวเคลียร์ได้หรือ ลองมาดูกันครับ จากเหตุการณ์จำลองต่อไปนี้
ปาก้อนหินใส่กันด้วยความโกรธ
     มีเรือ 2 ลำ สีแดงและสีเหลือง ต้องสมมติให้ทันสมัยหน่อยครับ ทั้งคู่ลอยนิ่งอยู่บนน้ำนิ่งไม่ไหล แต่ละลำมีคนอยู่บนเรือด้วย
     ที่มือของคนบนเรือสีแดงถือก้อนหินอยู่ คนบนเรือสีแดงโกรธไม่รู้ว่าโกรธเรื่องอะไรนะ จึงโยนก้อนหินใส่เรือสีเหลือง ขณะที่ก้อนหินลอยหลุดมือออกไป เรือสีแดงจะขยับไปในทิศทางตรงข้ามทันที เป็นไปตามหลักฟิสิกส์ที่ว่า ระบบรักษาการอนุรักษ์โมเมนตัมเอาไว้
     เมื่อก้อนหินลอยมาถึงเรือสีเหลือง คนบนเรือสีเหลืองหลบไม่ทันหรือไม่ยอมหลบ ก็รับไปเต็มๆ คือถูกกระแทกด้วยก้อนหิน แต่คนติดกับเรือจึงทำให้เรือสีเหลืองขยับไปทันทีตามความแรงของก้อนหินที่เข้ามาปะทะ หมายความว่าโมเมนตัมของก้อนหินได้ถูกถ่ายทอดให้เรือสีเหลือง
     จากนั้น คนบนเรือสีเหลืองโกรธจัดเช่นกัน มาโยนใส่ฉันทำไม ก็โยนก้อนหินก้อนนั้นกลับไปที่เรือสีแดงบ้าง ขณะที่ก้อนหินลอยหลุดจากมือ เรือสีเหลืองจะขยับไปในทิศตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ของก้อนหิน และเมื่อก้อนหินลอยไปปะทะเรือสีแดง เรือสีแดงก็จะขยับไปตามความแรงของก้อนหินที่เข้าปะทะ
     หากเหตุการณ์เป็นไปตามที่เล่ามานี้ ผลลัพธ์คือ เรือสีแดงและสีเหลืองซึ่งโกรธกันจะลอยห่างกันออกไปทุกที และไม่มีวันที่จะเข้ามาหากันได้เลย
     ในทางตรงกันข้าม ถ้าคนบนเรือทั้งสองลำนั้นรักกันมาก อยากจุ๊บกัน ก็ต้องพยายามจะแย่งก้อนหินของกันและกัน ผลลัพธ์คือ เรือทั้งสองลำจะเคลื่อนเข้าหากัน ติดกันไม่แยกจากกัน
      ถ้าอนุภาค Pi-mezon คือก้อนหิน และนิวคลีออนคือเรือ การแลกเปลี่ยนอนุภาค Pi-mezon ที่ทำให้เกิดแรงนิวเคลียร์อย่างมหาศาล จะเป็นกรณีที่นิวคลีออนรักกันคือ ต่างฝ่ายต่างพยายามแย่งอนุภาค Pi-mezon ของกันและกันนั่นเอง


     เล่ามาถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงสภาพสังคมมนุษย์ที่มีทั้ง รักกัน สามัคคีกัน แตกแยกกัน โกรธกัน ทะเลาะกัน ซึ่งโดยทั่วไปมักยอมรับกันว่าเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติของมนุษย์ก็อย่างนี้แหล่ะ

     ใครบางคนทำบางสิ่งลงไป ที่มีผลกระทบต่อผู้อื่นหรือมีผลกระทบต่อส่วนรวม เขาย่อมมีเหตุผลของเขา ดีหรือไม่ดี เร็วหรือช้า เราไม่ควรไปตัดสินเขา เราไม่อาจเข้าใจได้หรอกว่าเขาทำแบบนั้นตอนนั้นทำไม เพราะเมื่อใช้เหตุผลมาจับ มันอาจถูกในมุมมองของเขาแต่อาจผิดในมุมมองของเรา อย่าไปตัดสิน ทำตัวเป็นนิวตรอนดีกว่า วันเวลาผ่านไป เมื่อมองย้อนกลับไป เราอาจคิดผิดก็ได้ เว้นเสียแต่ว่าเรื่องนั้นประจักษ์ชัดเจนว่าจะเกิดผลเสียหายร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ใครก็ตามไม่ว่าจะคิดและทำอะไรควรหรือต้องยืนบนพื้นฐานของประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ตน เรื่องดีหรือไม่ดี เร็วหรือช้า หลายเรื่องเป็นเรื่องของ relativity หมายความว่า ถ้ามีใครบอกว่า คุณเดินเร็วไปแล้วนะ แสดงว่าใจของเขาต้องการเดินให้มันช้ากว่า เหมือนที่หลวงพ่อชาท่านบอกว่า ....

     "ดูไม้ท่อนนี้ซิ สั้นหรือยาว สมมติว่าคุณอยากได้ไม้ที่ยาวกว่านี้ ไม้ท่อนนั้นก็จะสั้น แต่ถ้าคุณอยากได้ไม้ที่สั้นกว่านี้ ไม้ท่อนนั้นก็ยาว หมายความว่า ตัณหา ของคุณต่างหากที่ทำให้มีสั้นมียาว มีดี มีชั่ว มีทุกข์ มีสุขขึ้นมา"


     ผมเคยเล่าว่า...มีผู้รู้กล่าวว่า มองกระดาษแผ่นเดียวก็เห็นจักรวาลได้ คือ กว่าจะได้กระดาษแผ่นหนึ่งมา มันต้องมีต้นไม้ มีดิน มีน้ำ มีแสงแดด (ดวงอาทิตย์) มีแมลงสิ่งมีชีวิต ฯลฯ เชื่อมโยงกันหมด เช่นเดียวกัน สังคมมีความเชื่อมโยงกันหลายส่วน ทั้งใกล้ตัวและไกลตัว จะทำอะไรสักอย่างชาวเราทุกคนก็รู้ว่าต้องคิดก่อนทำ ให้รอบครอบ ให้รอบด้าน มองให้ไกล เหมาะกับเวลาและสถานะการณ์ แต่บางทีอาจจะสติดับไปชั่วขณะและบ่อยๆจึงลืมไป เรื่องแบบนี้มันซับซ้อนมากและเชื่อมโยงกัน เราไม่ได้อยู่กันตามลำพัง หากทำสิ่งหนึ่งลงไปเพราะคิดว่าเราทำได้และอยากทำ เพราะคิดว่ามันดีแล้วที่จะทำ มันอาจจะกระทบอีกสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งก็ได้โดยที่เราคิดไม่ถึง บางทีดูเหมือนจะดี แต่อาจเป็นการสร้างปัญหาให้เพิ่มพูนได้ในทันทีหรือในระยะยาว...ถึงตอนที่เกิดปัญหาขึ้นนั้นหาคนรับผิดชอบได้ยาก เผ่นกันหมด โดยเฉพาะคนที่คิดและลงมือทำ ประวัติศาสตร์สอนเราไว้

     ทีนี้ลองดูในสเกลที่เล็กลงครับ คนสองคนซึ่งเป็นเพื่อนกันอยู่ดีๆ เป็นคนรักกันอยู่ดีๆ จะด้วยเหตุผลใดก็ตามเกิดทะเลาะกัน
     ถ้าใครคนหนึ่งโกรธแล้วเหวี่ยงวาจาถากถางหยาบคาย(ก้อนหิน)ใส่อีกคนหนึ่ง แล้วคนนั้นก็โกรธเหวี่ยงวาจาถากถางหยาบคาย(ก้อนหิน)กลับมาบ้าง อย่างนี้ ความเป็นเพื่อนถูกทำลายลง ทั้งคู่จะถูกทำให้ห่างไกลกันโดยทันที 
     บางคนอาจเถียงว่า ไม่จริงหรอกที่แยกห่างจากกัน ถ้าลองได้เหวี่ยงใส่กันอย่างนั้น รับรองทั้งคู่ได้เข้าตะลุมบอนกันอย่างแนบแน่นแน่ๆ ถ้าไม่มีใครห้ามไม่มีใครเอาน้ำไปราด นั่นก็จริง แต่ผมหมายถึง คนสองคนนี้จะมีจิตใจที่แยกห่างไกลออกจากกันไปสุดขอบฟ้าขอบจักรวาลเลยทีเดียว แม้ตัวจะกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันทำร้ายร่างกายกันด้วยความโกรธ
     การโกรธกันและแสดงออกแบบโกรธๆ ก็เหมือนตัวอย่างเรือสองลำที่ปาก้อนหินใส่กัน ซึ่งจะไม่มีทางเข้ามาใกล้ชิดกันได้เลย และถ้ายังเหวี่ยงวาจาร้ายๆหยาบคายใส่กัน มันก็จะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ชาวเราคงเห็นด้วยกับผมว่า มีคนส่วนน้อยหรือเกือบไม่มีเลยที่มีจิตใจหลุดพ้นไม่รับเรื่องแบบนี้มาปรุงเป็นอารมย์ร้าย 
     เมื่อต่างฝ่ายต่างหยุดเหวี่ยงเมื่อไหร่ ก็แค่พักการกระตุ้นด้วย impulse แต่มันก็ยังคงมีระยะห่างทางใจระหว่างคนสองคนนั้นอยู่ดี เนื่องจากเรือมันแยกออกจากกันแล้ว
     หากทั้งสองคนนั้นมีจิตใจที่ต้องการเข้ามาใกล้กัน ก็ต้องทำในทางตรงกันข้ามกับตอนแรก ทำให้เหมือนกับคนบนเรือพยายามแย่งก้อนหินของกันและกัน หรือนิวคลีออนพยายามแย่งอนุภาค Pi-mezon ของกันและกันนั่นเอง ก็คือ ทำกลับกันซะเท่านั้นเอง ความรัก ความสมัคคีก็จะบังเกิด
    แต่มันต้องเริ่มจากจิตใจที่มีความต้องการที่จะเข้าหากันก่อน ยากไหมครับ
    อีกมุมมองหนึ่ง พระท่านว่า "พึงชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ" อันนีก็เวิร์คนะครับ ไม่เชื่อลองดู ไม่ต้องกลัวใครมาว่าเราซื่อบื้อหรอกครับ ง่ายๆ โกรธคือไฟ โกรธกับโกรธเจอกัน คือไฟกับไฟเจอกัน แล้วมันจะเหลือรึ 
สายน้ำและลำคลองคูเวียง (ตลาดน้ำวัดตะเคียน)
พลังงานยึดเหนี่ยวที่เกิดขึ้นจากการแย่งก้อนหินบนเรือของกันและกัน
    เห็นด้วยกับผมไหมครับว่า อนุภาค Pi-meson กับวาจาของคน คล้ายกันมากๆ

Related Links:
เสถียรภาพในความแออัด
ขันติเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์
ผลสัมฤทธิ์ของชีวิต Outcome of Life
ประโยชน์ตนต้องมาก่อน???

2 ความคิดเห็น:

  1. จากFB:...

    Taratip Narawong:..
    ดูโรแมนติกเชียวค่ะ
    โอ้โห ลึกซึ้งระดับนิวคลิออนกันเลยนะค้าาาา

    นภดล ตวงภัทรพร:..
    อิจฉาเขาแน่ๆ

    ตอบลบ
  2. เป็นความงดงามตามธรรมชาติ มีพลังงานยึดเหนี่ยวซ่อนอยู่ครับ เป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว มันเชื่อมโยงกันหมด

    ตอบลบ