วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

ประโยชน์ตนต้องมาก่อน????


(493ครั้ง)
งานทางรังสีเทคนิคหรืออื่นใดก็ตาม ถ้าเราเอาความสุขเป็นตัวตั้งเมื่อทำงานกันอย่างสนุกสนานก็จะมีความสุข แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างมิตรไมตรี และยังทำให้วงการที่เราประกอบอาชีพอยู่พัฒนารุ่งเรืองยิ่งขึ้น เพราะต่างก็ช่วยกันทำงานให้ดีและช่วยเหลือกัน เจริญ เจริญครับ เป็นความสุขที่ยั่งยืน
แต่หากเราเอาเรื่องเงินเป็นตัวตั้ง เอาผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้งจนหน้ามืดตามัว บางคนก็สุข บางคนก็ทุกข์ สำหรับความสุขแบบนี้คนส่วนมากรู้สึกมีความสุขเมื่อมีผลประโยชน์มากขึ้นหรือมีเงินมากขึ้นหรือมีเงินมากกว่าคนอื่น มีผลประโยชน์มากกว่าคนอื่น ไม่ใช่มีความสุขเพราะมีผลประโยชน์มากหรือมีเงินมากนะ จริงหรือไม่ ต่อให้มีเงินมากเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานในแวดวงวิชาชีพเดียวกันหรือสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันแล้วดันมีเงินน้อยกว่าเขา ก็เริ่มทุกข์แล้ว ทั้งที่ตัวเองก็มีอยู่เยอะและไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ทำให้คิดหาหนทางทำให้มีเงินมากขึ้นและมากกว่า บางทีก็อาจยอมทำผิดเสียด้วยซ้ำ ใครที่เป็นแบบนี้เท่ากับกอดความทุกข์ไว้แน่นโดยไม่รู้ตัวนึกว่ามันเป็นความสุข เสมือนว่าตัวเองชอบความทุกข์มากไม่ยอมให้หลุดลอยไป

ไหนๆก็กล่าวถึงเรื่องการทำงานแล้ว ขอว่าต่อไปอีกนิด
ในการทำงานนั้น ทั้งงานหลวงงานราษฎ์ คงหนีไม่พ้นปัญหาต่างๆ มากบ้างน้อยบ้าง การกระทบกระทั่งกัน การไม่เข้าใจกัน มันเป็นของคู่กับโลกของเรามานานแล้ว บางคนได้ฟังข้อมูลมาจากเพื่อนรักก็เชื่อตามนั้น ไม่ไตร่ตรองตามหลักกาลามสูตร แล้วปรุงแต่งให้เรื่องมันเลวร้ายขนาดหนัก เกิดความแตกแยกในองค์กร แตกแยกในชุมชน ในที่ทำงาน มีให้เห็นมาแล้วไม่น้อย ซึ่งเป็นบทเรียนสอนเราได้อย่างดีถ้าเราสังเกตแล้วนำมาเป็นครูสอนเรา

คุณนั่นแหล่ะผิด จะได้ยินบ่อยมากเลย มากกว่า ขอโทษ ผมผิดเองครับ จริงหรือไม่

คนส่วนใหญ่ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น แว่บแรกเลยเขาจะคิดถึงประโยชน์ของตนก่อนที่จะคิดถึงประโยชน์ของผู้อื่น จริงหรือไม่ เมื่อเวลาผ่านไปยังเป็นอย่างนี้อยู่หรือไม่ คนบางคนอาจกลับมาคิดถึงส่วนรวมได้ แต่บางคนก็ไม่ ยังคงหน้ามืดต่อไป

เมื่อเกิดปัญหาข้อขัดแย้งขึ้น กับหัวหน้า กับเพื่อน กับแฟน กับพี่ กับน้อง ปัญหาระหว่างกลุ่มคนที่มีทัศนคติและความเห็นต่างกัน แว่บแรกเลย คนส่วนใหญ่มักจะโทษคนอื่นหรือสิ่งอื่นนอกกายเราก่อน ไม่โทษตัวเองก่อน ไม่มองที่ตัวเองก่อน ใช่หรือไม่ เพราะคนนั้นคนนี้ผิด เพราะสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ดี ก็โทษไปเรื่อย ไม่มองเข้ามาที่ตัวเองก่อน ไม่โทษตัวเองก่อน ไม่ใคร่ครวญเสียก่อนว่าตัวเองทำอะไรไม่เข้าท่าหรือเปล่า โทษคนอื่นสิ่งอื่นเสียก่อนอยู่ร่ำไป  เรากำลังเป็นอย่างนี้ไหม

ครั้งหนึ่ง มีโฆษณาทางโทรทัศน์ ที่คนทำเข้าใจจิตวิทยาสังคมเรื่องนี้ได้ดีมาก เลยทำโฆษณาเป็นทำนองว่า ไม่รู้จะโทษใครผิดแล้ว โทษ "แก๊สซอฮอลนั่นแหล่ะผิด" จำได้ไหมครับ เห็นคนที่ดูโฆษณานี้ทีไรส่วนใหญ่ขำ-ฮากันกลิ้ง แล้วก็เป็นวลีฮิต เวลาถามว่าใครผิด จะตอบว่า อ๋อ ก็แก๊สซอฮอลผิดไง ต่อมาเท่าที่เห็นก็มีโฆษณากระดาษ ถามว่าใครผิด อ๋อกระดาษผิด

          ถามว่าจริงหรือไม่มาเยอะแล้ว ขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับ
คนตาบอดกับโคมไฟ เป็นเรื่องที่อาจารย์เล่าให้ฟังมานานแล้ว เพื่อเป็นตัวอย่างของการเห็นประโยชน์ตนต้องมาก่อน และการโทษผู้อื่นก่อน

นานมาแล้ว ณ หมู่บ้านที่สงบร่มรื่นห่างไกลออกไป มีชายตาบอดคนหนึ่งนั่งคุยกับเพื่อนที่บ้านของเพื่อนอย่างสนุกสนาน เพลิดเพลิน จนเวลาผ่านไปถึงเย็น ถึงค่ำมืด หลังจากกินข้าวเย็นกับเพื่อนแล้ว ชายตาบอด ก็ขอตัวกลับบ้าน ก่อนกลับเพื่อนบอกว่า
เพื่อน...เอาโคมไฟไปด้วยซิ
คนตาบอด...อะไรกันเพื่อน ฉันตาบอด มองอะไรไม่เห็น ฉันไม่ต้องใช้โคมไฟหรอก โคมไฟคงไม่มีประโยชน์สำหรับฉัน เก็บเอาไว้ใช้ที่บ้านเองเถอะนะ
เพื่อน...โคมไฟไม่มีประโยชน์ต่อเองก็จริง ทางเดินกลับบ้านมันมืดนะ มองไม่เห็นทางแล้ว
     คนตาบอด...ก็นั่นนะซี แล้วจะเอาโคมไฟไปทำไมล่ะ ไม่มีประโยชน์หรอก
     เพื่อน...เอาเถอะน่า โคมไฟจะช่วยส่องทางให้รู้ว่า เองกำลังเดินไปตามทาง คนที่เดินสวนมาจะได้ไม่ชนเองไงล่ะ
คนตาบอด...อ้าว งั้นรึ เออดี งั้นฉันขอรับโคมไฟไปด้วยแล้วกัน แล้วจะเอามาคืนนะ
หลังจากรับโคมไฟจากเพื่อนแล้ว ทั้งสองคนก็ลาจากกัน คนตาบอดถือโคมไฟเดินไปตามทางที่มืดมิดเพื่อกลับบ้าน มีเพียงแสงสว่างจากโคมไฟในมือของเขาที่ส่องให้ทางเดินสว่างและคนตาดีก็เห็นคนตาบอดกำลังเดินมา ระหว่างทางมีคนเดินสวนทางไปมาหลายคน ทักทายกันและผ่านไปด้วยดี
เมื่อเดินมาได้พักใหญ่ พลันก็มีคนๆหนึ่งเดินมาชนคนตาบอด คนตาบอดตกใจมาก พูดออกไปด้วยน้ำเสียงโมโหว่า
คนตาบอด...ตาบอดรึไงวะ มองไม่เห็นโคมไฟของฉันรึ
คนที่มาชน...ขอโทษ มองไม่เห็นจริงๆ
คนตาบอด...งั้นเองก็ตาบอดเหมือนฉันนะซิ
คนที่มาชน...เปล่าฉันตาดี มองเห็นทุกอย่าง โคมไฟของเองมันดับไปนานแล้วมั้ง
คนตาบอด...เรอะ?? !!!
                       -จบ-

     คนตาบอดในเรื่องนะครับ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการเห็นแก่ประโยชน์ตนก่อน และการโทษผู้อื่นก่อน
     เพื่อนให้โคมไฟ คนตาบอดไม่เห็นปะโยชน์จึงไม่อยากได้ แต่พอรู้ว่าตัวเองได้ประโยชน์ จึงรับโคมไฟไว้ คนตาดีๆนี่แหล่ะ เห็นแก่ประโยชน์ตนเป็นนิจ ชีวิตก็จะมืดบอดไปเรื่อยๆ
     เมื่อเกิดปัญหาระหว่างทาง เดินไปชนกับคนอื่น คนตาบอดก็จะโทษคนอื่นก่อนเลย ไม่ได้สำรวจตัวเองว่ามีอะไรบกพร่องหรือเปล่า แกไม่รู้ว่าโคมไฟของแกมันดับนานแล้วเพราะตาของแกบอดมองไม่เห็น คนตาดีๆนี่แหล่ะ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็โทษผู้อื่นทันที ไม่โทษตนเองเลย แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่มืดบอด

ลองดูท่วงทำนองชีวิตของเราที่ผ่านมา ในชีวิตจริงของเรามีเรื่องทำนองนี้เยอะมาก เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราโทษคนอื่นทันทีเราก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด

       ทางที่ดี เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เราควรมองประโยชน์ของส่วนรวมก่อนอย่างบริสุทธิ์ใจ แล้วหันมามองที่ตัวเราก่อน เราทำอะไรไม่เข้าท่าหรือเปล่า แก้ที่ตัวเราก่อน อย่าพยายามแก้ที่คนอื่น ถามว่าตัวเราแก้ยากไหม ยากครับ ขนาดตัวเราเองยังแก้ยากเลย ใช่ไหม การชนะใจตัวเองทำได้ยาก ฉะนั้น แก้ที่คนอื่นเอาไว้ทีหลัง แต่ถ้าโชคดีคนอื่นๆก็คิดแบบเดียวกับเรา คือเขาก็พยายามแก้ที่ตัวเขาก่อน ไม่ใช่แก้ตัวนะ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องจิ๊บๆไปเลย

Related Links:
คุณนั่นแหล่ะผิด



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น