วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา (2)


(211 ครั้ง)
     หลังสอบ entrance เข้ามหาวิทยาลัยเสร็จในปี 2514 ผมและเพื่อนมัธยมโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษากรุงเทพฯรวม 4 คน (แต่ละคนปัจจุบันเป็น หมอ นายธนาคาร สถาปนิก อาจารย์) ล่องใต้ไปเที่ยวสงขลา พักที่บ้านพักผู้พิพากษาพ่อของเพื่อน บริเวณแหลมสิมิหลา ใช้เวลาพักผ่อนที่นั่นประมาณ 1 สัปดาห์ คลายความเครียดหลังเตรียมตัวสอบอันยาวนานและเพิ่งสอบเสร็จ ระหว่างที่พักอยู่ที่นั่น เราช่วยกันจัดโปรแกรมกันทุกวันไม่ขาดเลย ปาดังเบซาร์-มาเลเซีย เขาตังกวย ไปหาดใหญ่ ทะเลสาบ ฯลฯ เป็นการจัดที่ไม่ได้มีแผนการอะไรล่วงหน้า นึกอยากไปไหน ตกลงกันได้ ไปเลยครับ

วันหนึ่ง เราลงมติกันว่าจะไปพิชิตยอดเขาซึ่งสูงมากในความรู้สึกของเด็กๆอย่างพวกเราในตอนนั้น ภูเขานี้อยู่ตรงปากทะเลสาบสงขลา ออกเดินทางแต่เช้า เตรียมน้ำคนละกระติก กับอาหารแห้งพออิ่ม ชวนกันนั่งเฟอร์รี่ไปอีกฝั่งเพื่อปีนสำรวจเขาให้สนุกตามประสาเด็ก ถึงเชิงเขาเดินไปอีกนาน หาทางขึ้นแต่ไม่มีทางขึ้น ต้องถามชาวบ้านแถวนั้น ชาวบ้านบอกว่า
ไอ้หนู ตรงไหนก็ขึ้นได้ แค่ปีนขึ้นไป ใจถึงๆหน่อย
พวกเราตัดสินใจปีนก็ปีน แล้วก็ค่อยๆเหนี่ยว โหน โยนตัว ดันตัวขึ้นไป ขึ้นไปเรื่อยๆช้าๆ เราทั้ง 4 คนสนุกกับการปีนในช่วงแรกๆ พอเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง ชักเริ่มลังเล จิตเริ่มตก กังวล เริ่มมีบางคนหลุดคำพูดว่า
คนหนึ่ง...ใครเป็นคนคิดวะ ลำบากชิบ...น่าจะไปเล่นน้ำทะเลดีกว่า (เริ่มขัดแย้ง เริ่มบ่น เริ่มโทษเพื่อน)
คนสอง...อ้าว..แล้วมึงไม่ค้านแต่แรก ลงมติกันแล้วนี่หว่า (เริ่มเถียง เริ่มตอบโต้ ปกป้องเพื่อน)
คนสาม...เย็นเพื่อน...อีกนิดนึงก็ถึงยอดแล้ว (ปลอบใจเพื่อน ไม่ฟันธงใครผิดใครถูก ไกล่เกลี่ย)
คนสี่....เฮ้ย น้ำกินกูใกล้หมดและ (เสนอปัญหาให้สถานการณ์ดูแย่ลง)
ผมจำไม่ได้ว่าผมเป็นคนไหน แต่มันจะมีบรรยากาศแบบนี้ระหว่างปีนขึ้น แรงขึ้น แรงขึ้นเรื่อยๆ แรงมาก็แรงไป จบแล้วก็จบกัน เพราะแรงแบบเพื่อนกัน
เมื่คราวไปบรรยาย MRI
ที่คณะแพทย์ฯสงขลา (2546)
คนหนึ่งบ่นตลอดเวลาและดูกังวลมากกว่าคนอื่นเพราะรู้สึกว่าตัวเองลำบากมาก สิ่งที่คิดก่อนหน้าที่จะมาปีนเขา มันไม่เหมือนกับที่มาเจอกับตัวเองจริงๆ มันต่างกันราวฟ้ากับดิน
ถึงอย่างไร ความกังวลก็รบกวนจิตใจทุกคนมากขึ้นเรื่อยๆไม่มียกเว้น กังวลว่า คนหนึ่งจะทนไหวไหม จะปีนถึงยอดไหม จะถึงยอดเขาเมื่อไหร่ซึ่งนั่นคือเป้าหมายร่วมกัน กังวลมากเพราะอะไร เพราะเตรียมการไม่ดี ไม่ได้ศึกษาข้อมูลล่วงหน้า (ถ้าเป็นสมัยนี้ค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตก่อนว่าไอ้ที่เรากำลังจะปีนนั้นสูงแค่ไหน สภาพเส้นทางที่ปีนเป็นอย่างไร แพร๊บเดียวได้ข้อมูลเพียบ) น้ำไม่พอและอาหารอาจไม่พอ ถ้าเตรียมการดี ความกังวลจะน้อยลงหรือไม่มีความกังวลเลย
ขณะกำลังปีนขึ้นนั้น สภาพของพวกเราจมอยู่ในป่ารกทึบและชัน แสงแดดแรงจ้าไม่สามารถผ่านทะลุใบไม้ที่ทับซ้อนกันหนาทึบลงมาถูกต้องผิวกายพวกเราเลย จิตใจเราจดจ่ออยู่ที่ยอดเขาแต่มองไม่เห็นยอดเขา เห็นแต่ต้นไม้ และระหว่างนั้นไม่ได้เห็นความงดงามของพันธุ์ไม้เลย คือ
 มอง...แต่ไม่เห็น มีก็เหมือนไม่มี
มันมืดบอดไปเลย จิตใจไม่ได้อภิรมย์กับพันธ์ไม้ต่างๆนานาชนิด ได้แต่พยุงดันร่างกายขึ้นไปเรื่อยๆ ระหว่างทางนั้น แม้แต่นกและสัตว์นานาชนิดเปล่งเสียงร้องขับกล่อมอย่างไพเราะก็ไม่ฟัง คือ
ได้ยิน...แต่ไม่ได้ฟัง ดังก็เหมือนไม่ดัง
เหมือนไม่รับรู้ว่ามีเสียงนกเสียงกา ประสาทมันแยกไม่ออกไม่ยอมรับว่ามีเสียงนกและสัตว์ไพเราะอยู่แถวนี้ด้วยนะ ความกังวลมันมีอยู่แน่นอกและเหนื่อยมากๆ.เสื้อผ้าของทุกคนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ และเพื่อนบางคนยังมีอารมณ์ขุ่นมัวกับเพื่อนที่เป็นต้นคิดเรื่องปีนเขา
คนหนึ่ง...พอๆๆ...ลงเถอะวะ (ตอกย้ำความขัดแย้ง)
คนสอง...อะไรวะ ... มึงยอมแพ้หรอ( ตัดสินฟันธง)
คนหนึ่ง...กูไม่ไหวแล้ว ยังไม่เห็นยอดเขาเลย เหนื่อย กูอยากลง (ท้อจัด)
คนสาม...งั้นมึงพักอยู่ตรงนี้ พวกกู 3 คนขึ้นต่อ หายเหนื่อยมึงค่อยตามขึ้นไป (เห็นใจ ท้าทาย)
คนหนึ่ง...เออๆ พอเพื่อน 3 คนคล้อยตัวปีนขึ้นไป มันก็ปีนขึ้นตามต่อไปติดๆ (ตัดสินใจ)
ประมาณเที่ยงวันถึงยอดเขาจุดหมายเสียทีใช้เวลาร่วม 4 ชั่วโมง เอาแล้วไง!! น้ำของทุกคนที่เตรียมมาหมดซะแล้ว เราจำเป็นต้องกินข้าวกับหยดน้ำที่เหลือนิดหน่อย
ที่ยอดเขาไม่มีที่ราบและสนามหญ้า สภาพเป็นป่ารก มีแดดร้อนจัด ลมแรงและได้กลิ่นอายทะเล เราเดินหาจุดที่ทำให้เห็นและชื่นชมทิวทัศน์เมืองสงขลา เห็นทะเลในมุมสูงจากยอดเขา เมื่อมองทอดสายตาไปไกลๆได้เห็นเกาะหนู เกาะแมว มโนไปว่าเกาะแมวกำลังไล่เกาะหนู จนน้ำทะเลปั่นป่วน เหมือนการ์ตูนทอมกับเจอรี่
เสียงบ่นเงียบไป มิตรภาพอันสวยงามที่เรามีต่อกันระหว่างเรียนเกือบถูกทำลายลงตอนขาขึ้น ทุกคนคลายความกังวลจนเกือบสิ้น และเริ่มได้ยินและฟังเสียงลมพัดผ่าน เสียงนกร้อง เสียงลิงดังมาไกลๆ สัมผัสได้ถึงความไพเราะแบบดิบๆ เดิมๆ มีวัดร้างซึ่งถูกปกคลุมด้วยไม้น้อยใหญ่ ประสาเด็กสิ่งนี้ทำให้ตื่นเต้นยิ่งนัก และจินตนาการบันเจิดไปเรื่อย รอบๆตัว เราเริ่มมองและเห็นพันธ์ไม้ต่างๆ ที่คงอยู่ที่นี่มานานแล้ว และตอนนี้มีเราทั้ง 4 คนเป็นผู้มาเยือนเดี๋ยวพวกเราก็จะต้องจากไป อยู่นานไม่ได้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพราะ อาหารและน้ำหมด และต้องรีบลงให้ทันก่อนมืดค่ำ กลัวพ่อแม่ของเพื่อนจะเป็นห่วง

ตอนปีนลงง่ายกว่า ไม่กังวล ใช้เวลาไม่มาก ผ่อนคลาย ได้เห็นความสวยงามหลายอย่าง พันธุ์ไม้นานาชนิด ได้ฟังเสียงไพเราะ ฟังเสียงขับกล่อมจากนก-ลิง เสียงลมพัดเป็น background มิตรภาพที่สวยงามยังอยู่แน่นแฟ้นและงอกเงยขึ้นอีก

ยิ่งอยู่สูง ยิ่งมองไกล ฤทัยเสียว
เผลอแฟล๊บเดียว ก็ต้องลง อย่าสงสัย
มัวเพลิดเพลิน ไม่ยอมลง เดี๋ยวบรรลัย   
      อาทิตย์ตก เมื่อไหร่ ได้รันกู๊ (รู้กัน)

Related Links:

3 ความคิดเห็น:

  1. จาก FB:......

    ธารารัตน์ อ่อนอินทร์:....
    เราต้องหาุจุดลงตัว วินๆ เราคนไทย เราต้องทำหน้าที่ร่วมกับไม่ใช่เพื่อใคร เพื่อประชาชน ฯ

    Dilok Maneerod:....
    เป็นธรรมดาที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ไม่เคยเห็น คิดไปต่างๆนาๆ แต่เมื่อรู้แล้วถ้ามีปัญญาก็จะเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้นเอง แต่ก็ยังมีบางคนที่แม้รู้แล้วเห็นแล้วก็ยังกลัวอยู่ร่ำไป....

    ตอบลบ
  2. สัจธรรมมีในเรื่องราวที่อาจารย์เขียนไว้มากมาย.....อนิจจัง..ทุกขัง...อนัตตา...ขอปัญญาแห่งธรรมสว่างไสวในทุกผู้ทุกนาม...เลิกหลง..ติด..ตั้ง..ต้อง...ในสรรพสิ่ง

    ตอบลบ
  3. จาก FB....

    Pattranun Poolsanguan:.....
    ธรรมะดาโลกใช่ไหมคะ

    ตอบลบ