วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

QC จากดินสู่ดาว รพ.บ้านหมี่



เมื่อคราวไปทำ workshop ที่โรงพยาบาลบ้านหมี่ 13-14 มีนาคม 2557 ผมต้องตื่นตีสี่เพื่อไปขึ้นรถที่ศาลายาตอนหกโมงเช้า เป็นรถที่โรงพยาบาลบ้านหมี่จัดมารับ ใช้เวลาเดินทางจากศาลายา-โรงพยาบาลบ้านหมี่ 2 ชั่วโมง 10 นาที ระหว่างเดินทางผมนอนหลับเติมพลังให้ตัวเอง แต่หลับไม่สนิทตลอดทาง เลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพวิวข้างทาง เป็นเวลาเดียวกับที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นมาทักทายเราเลย ช่างงดงามแท้ ถ่ายแล้วก็โพสต์ในเฟสบุ๊คเลย เหมือนคนที่มีอาการ technology syndrome

โรงพยาบาลบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี อยู่ใกล้กับตำบลช่องแค อำเภอตาคลี ที่ที่ผมเกิดและเติบโตในวัยเด็กก่อนที่จะไปเรียนในตัวเมืองจังหวัดนครสวรรค์ ญาติพี่น้องก็ได้มาใช้บริการที่โรงพยาบาลบ้านหมี่เป็นประจำ ตอนเด็กเคยมาเล่นสงกรานต์ที่อำเภอบ้านหมี่ด้วย เล่นเสร็จก็ป่วยเลยต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่ไปนอนที่โรงพยาบาลพระพุทธบาทสระบุรีในตอนนั้น ผมจึงคุ้นเคยบ้านหมี่มาก ปลาส้มอร่อยสุดๆ

ถึงโรงพยาบาลบ้านหมี่แล้ว รับประทานข้าวผัดกับแกงจืดผักกาดข้าวเป็นมือเช้า เตรียมการสักครู่ ก็ได้เวลาเริ่มกิจกรรมกันเลย ได้พบหน้าตาของผู้เข้าประชุมแล้วรู้สึกคุ้นเคยทั้งนั้น หันไปหันมา ลูกศิษย์คนหนึ่งมาจากโรงพยาบาลอยุธยา สมัยเรียนผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เดินตรงเข้ามาหาผม ในมือถือถุงมาด้วย
"สวัสดีค่ะอาจารย์ หนูเอาขนมบ้าบิ่นของดีอยุธยามาฝากค่ะ"
"ขอบคุณครับ ทานแล้วน่าจะมีพลัง แต่ไม่บ้าบิ่นใช่ไหม ฮ่าๆๆๆ"
ผมบรรยายก่อนเป็นคนแรก เวลา 9:00-10:30 น. พูดเรื่อง การควบคุมคุณภาพของกระบวนการถ่ายภาพรังสี จากดินสู่ดาว คือจากแบบธรรมดาสู้แบบดิจิทัล เป็นแนวคิดที่นำระบบ CR หรือ DR มาใช้ควบคุมคุณภาพเครื่องเอกซเรย์ แนวคิดนี้ ได้ทำวิจัยรองรับโดยได้ทุนวิจัยจากงบประมาณแผ่นดิน มีนักศึกษาปริญญาตรี 8 คน ปริญญาโท 1 คน และปริญญาเอก 1 คน ร่วมทำวิจัยประกอบการสำเร็จการศึกษา โดยการมองปัญหาให้ครบทุกมิติมากที่สุด ทั้งการปฏิบัติและการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์  คือมันสามารถนำ CR หรือ DR มาใช้งานในการควบคุมคุณภาพเครื่องเอกซเรย์แทนการใช้ฟิล์มเอกซเรย์ ได้แก่ การทดสอบการจัดตัวของ beam และ collimator การทดสอบการคงตัวของ tube current การทดสอบ exposure time การวัดขนาด focal spot ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นก็เพราะแนวโน้มบ้านเราจะก้าวไปสู่รังสีดิจิทัลในไม่ช้า เรื่องนี้จึงเป็นการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลที่เข้ามาแทนฟิล์ม ที่ใดสนใจจะให้ทีมงานของเราไปเล่าให้ฟังก็ได้นะครับ
ซ้ายมืออาจารย์ทิพวิมล ขวามืออาจารย์ดร.วิวัฒน์ ขนเครื่องมือ QC มาด้วย
ช่วยให้การฝึกอบรมสนุก มีสีสรรค์ วิชาการแน่นเปรี๊ย
ตัวอย่างรูป:...การวิเคราะห์ collimator โดยใช้โปรแกรม ImageJ

มีชาวเราบางคนถามผมว่า...................
"ทำ QC ทำไม?"
"ทำ QC ไปเพื่ออะไร?"
"ทำ QC แล้วจะได้อะไร?"
ผมก็ตอบไปว่า....................................
"เราอาบน้ำแต่งตัวทำไม?"
"เราอาบน้ำแต่งตัวไปเพื่ออะไร?"
"เราอาบน้ำแต่งตัวแล้วจะได้อะไร?"

ตอบเหมือนไม่ตอบ เป็นอันว่า คนถามเงียบ คนตอบก็เงียบ ต่างคนต่างเงียบ ใช้ความคิดกันอย่างหนัก หวังว่าคงเห็นทางสว่างนะครับ อยากขยายความตรงนี้ต่ออีกนิดนึง

ในการทำงานนั้น เราอาจรู้สึก สนุก ชอบ อึดอัด คับข้องใจ ขัดแย้ง ฯลฯ หลายอารมย์ แต่หากว่า "เราให้คุณค่ากับงานที่เราทำ งานนั้นจะย้อนกลับมาให้คุณค่าแก่เรา" เข้ากับหลักฟิสิกส์ "action=reaction" ของนิวตันครับ

มีชาย 3 คนกำลังทำงานก่อกำแพงวัด ทำงานกันกลางแจ้งที่แดดร้อนแรง ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก
     ชายคนแรกคิดว่า.......เขากำลังก่ออิฐ
     ชายคนที่สองคิดว่า....เขากำลังก่อกำแพงวัด
     ชายคนที่สามคิดว่า....เขากำลังสร้างวัด
ทั้งสามคนนี้ให้คุณค่าของงานต่างกัน
     คนที่รู้สึกไม่มีความสุขกับการทำงานมากที่สุดคือใคร?
     คำตอบน่าจะเป็นชายคนแรก เพราะเขาให้คุณค่าของงานแค่การก่ออิฐเท่านั้น เสร็จงานแล้วก็รับค่าแรงไป ระหว่างก่ออิฐไปนั้น ในใจคงครุ่นคิดตลอดว่า "เมื่อไหร่งานจะเสร็จวะ" กังวลตลอด ถามว่าเหนื่อยไหม...เหนื่อยครับ ทุกข์ไหม...ทุกข์ครับ
     ส่วนคนที่รู้สึกมีความสุขกับการทำงานมากที่สุดคือใคร?
     คำตอบน่าจะเป็นชายคนที่สาม เพราะเขาให้คุณค่ากับงานที่ทำอย่างมาก เขาไม่ได้มองแค่กำลังก่ออิฐหรือก่อกำแพง แต่เขาคิดไปถึงว่า เขากำลังสร้างวัด ระหว่างทำงานเขาจะรู้สึกมีความสุขมาก และไม่กังวลเรื่องงานจะเสร็จหรือไม่เสร็จ ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อยแน่นอน แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ทุกข์ไหม...ไม่ทุกข์ สุขไหม...สุขครับ
     ทั้งสามคน มองงานอย่างไร ให้คุณค่าของงานอย่างไร งานนั้นก็กลับมาสนองทั้งสามคนนั้นในทันทีเช่นกัน
     ชาวเราจะเลือกแบบไหน?

แล้วมื้อกลางวันก็ไม่พลาดครับ ปลาส้มทอด ฟินฝุดๆ

Related Links:

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประกายรังสีรำพึงรวมมิตร



     วันที่ 8 พฤศจิกายน วันรังสีเทคนิคโลก ซึ่งเป็นวันที่ศาสตราจารย์เรินท์เกนค้นพบเอกซเรย์เวียนมาครบอีกวาระหนึ่ง จึงขอรำลึกถึงวันรังสีเทคนิคโลกในปีนี้ ด้วยการนำเอาข้อคิดความเห็นในแบบฉบับของ ประกายรังสีรำพึง ที่โพสต์ในเฟสบุ๊คซึ่งกระจัดกระจายไปตามวันและเวลาต่างๆ ตามเหตุการณ์ มารวบรวมไว้ในที่เดียวกัน  โดยเลือกเอาเฉพาะที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อชาวเราในวงกว้าง อย่าถือว่าเป็นการสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำนะครับ ถือซะว่าเป็นการแชร์กัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

     รำพึงปฐมบท
     เอกซเรย์ที่เราใช้ถ่ายภาพเอกซเรย์ผู้ป่วยทุกวัน มีสเปคตรัมแบบ Characteristic และ Bremsstrahlung มีการกระจายพลังงานเหมือนเขาพระวิหาร ทางขึ้นเขาอยู่ตรงพลังงานสูงสุด 150 keV ที่จังหวัดศรีสะเกษ และบริเวณ Characteristic คือปราสาทเขาพระวิหาร 


     รำพึง 01
ไม่น่าจะมีใครผิดหรอกชาวเราจะเชื่อไหม.....หลักกาลามสูตรบอกว่าอย่าเชื่อ.... เอางี้ ใคร่ครวญ...ถ้าเราบอกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิด มันก็จะผิดตามสิ่งที่เรารู้ แต่เขาก็จะบอกว่าเขาทำถูกตามสิ่งที่เขารู้...จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะบอกว่าใครผิดใครถูก ตราบใดที่เรายังเป็นคนธรรมดาที่ไม่รู้แจ้ง แต่จะมีประโยชน์อย่างมากเมื่อแก้ไขตัวเราเองซะ ....แค่นี้ก็ดีมากๆแล้ว

รำพึง 02
ปี 2554 น้ำท่วมบ้านถึงสะดือร่วมสองเดือน นั่งมองน้ำที่เข้ามาในบ้าน ได้เห็นความจริงว่า น้ำที่เอ่อเข้ามา ไม่มีช่องทางไหลออกไป ทำให้น้ำเน่า จะใช้อีเอ็มบอลหรือน้ำอีเอ็มก็ไม่ได้ผล แต่พอปล่อยน้ำดีลงไปผสมบ้างและกวนน้ำให้มีการเคลื่อนไหว อาการเน่าน้อยลง....จึงเห็นแจ้งในบัดดลว่า...มนุษย์เรา หากรับอย่างเดียวไม่รู้จักการให้ มันจะเน่าในที่สุด

รำพึง 03
2 สัปดาห์นี้ขึ้นล่องเชียงใหม่สองรอบ ไปทำงาน+เที่ยวเล็กๆครับ พบกัลยาณมิตร ได้เห็นธรรมชาติ ขุนเขาและป่าไม้ เพลินตาเพลินใจ เห็นต้นไม้มากมายทำให้นึกถึงคำสอนนานมาแล้วว่า ต้นไม้ ทำหน้าที่ของมันได้อย่างไม่ขาดตกเลย ให้ออกซิเจน ให้อาหารแก่เรา ไม่มีใครไปสั่งให้ต้นไม้ทำ มันทำของมันเอง มันรู้หน้าที่ของมัน มันไม่เคยอ้างเลยว่าตัวมันมีความสำคัญยิ่งนะ มนุษย์เราควรทำให้ได้อย่างต้นไม้”.....ฉะนี้แล

รำพึง 04
ในการทำงาน ถ้าชาวเราต้องพบกับคนที่มีอีโก้สูง เย่อหยิ่ง ไม่ฟังความคิดเห็นของใคร ขาดศรัทธา จะทำอะไรก็สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย สอนสั่งก็ไม่ได้ไม่ยอมฟัง....เยอะ....คงอึดอัดน่าดูเลยถ้าชาวเราวางใจไว้ไม่ถูกที่จริงไหมครับ ความจริงต้องขอบคุณเขาที่เขาทำให้เราได้เห็นใจเรา แต่ถ้ามันไม่ไหวแล้ว มันเหนือบ่ากว่าแรงมาก มันแก้ไม่ได้ อาจต้องนึกถึง พรหมทัณฑ์และนำมาใช้

รำพึง 05
เห็นคนข้างบ้านกำลังซ่อมฝาบ้านที่แย้มออกมาเยอะ เขาถือมีดโต้เล่มใหญ่และตะปูเดินออกมา ทีแรกก็คิดในใจว่า เอ!! นี่เขาจะตอกตะปูฝาบ้านให้มันแน่น หรือว่าจะฟันฝาบ้านทิ้ง ท่าทางเขาไม่ลังเลเลย เขากำมีดโต้ไว้และพลิกมันไปมา และแล้วก็เริ่มใช้สันมีดโต้ตอกตะปูจนฝาบ้านแน่น .....ปั้งๆๆๆๆๆ.... จึงเห็นแจ้งในบัดดลว่า..อืมมมม....แค่นี้แหล่ะ แค่นี้แหล่ะ

รำพึง 06
ที่เซ๊นปิ่นในเย็นวันหยุดมีผู้คนมากมาย และแล้ว โพซิตรอนก็ให้บังเอิญเดินสวนกับเนกาตรอน ทันใด ไหล่ของทั้งคู่ก็เกิดกระทบกัน ปกติ โพซิตรอนกับเนกาตรอนเป็นคู่อริกัน เจอกันเมื่อไหร่รับรองวินาศสันตะโร เมื่อเกิดเหตุการณ์เยี่ยงนี้ ไฉนเลยจะห้ามอยู่ เซ๊นปิ่นคงได้บรรลัยวายวอด มันรวดเร็วมาก โพซิตรอนหันควับกลับไปมองเนกาตรอนแล้วพูดว่า
     โพซิตรอน:...ขอโทษครับ
     ด้วยความงุนงง เนกาตรอนจึงเผลอพูดออกไปทันควันเช่นกันว่า
     เนกาตรอน:…”ขอ.. เอ่อ.. ขอโทษครับ
     จบแค่นี้ ..... สันติ

     รำพึง 07
เสวนากับสหายรู้ใจ ได้ความว่า
     นิวตรอน....นายว่าคนมีน้ำใจดีไหม
     โปรตอน....ดีอยู่แล้ว เออแล้วนายว่าคนไม่รู้จักหน้าที่ตัวเองจะเป็นไง
     นิวตรอน....ก็ไม่ดีน่ะซี
     โปรตอน....ถ้าไม่รู้จักหน้าที่ตัวเองแต่มีน้ำใจล่ะ
     นิวตรอน....อืมมมม!! ต้องระวังหน่อย เอางี้.. ยกตัวอย่าง แม่ใช้ให้โปรตอนไปซื้อกับข้าวที่ตลาด ระหว่างทางโปรตอนเห็นเขามีงานบวชนาคก็เข้าไปช่วย เสร็จแล้วเดินต่อไปมีงานศพก็เขาไปร่วมงานศพอีกจนเสร็จ กว่าจะซื้อกับข้าวกลับบ้านได้ก็มืดค่ำมากแล้ว ปล่อยให้แม่รอจนเป็นลมไป นายคิดว่าไง ไม่รู้จักหน้าที่แต่มีน้ำใจหรือเปล่า
     โปรตอน....!!

     รำพึง 08
เมื่อมองภาพเอกซเรย์ที่ใช้หลักการ shadow technique มีสิ่งหนึ่งซึ่งสอนใจเรา คือ.... สิ่งที่เห็นคือสิ่งที่มี สิ่งที่ไม่เห็นคือสิ่งที่ไม่มีหรืออาจมีก็เป็นได้ เช่น สุริยุปราคาเต็มดวง เราเห็นดวงจันทร์เป็นรูปวงกลมสีดำ โดยไม่เห็นดวงอาทิตย์ แต่เราก็รู้อยู่แก่ใจเราว่า ยังไงมันก็ยังมีดวงอาทิตย์อยู่ ไม่ได้หายไปไหน มันขึ้นกับตำแหน่งวัตถุและมุมมองของเรา

รำพึง 09
ชาวเรามีวิธีทำให้น้ำในถัง A สูงกว่าน้ำในถัง B ได้อย่างไร???
     ถ้าชาวเรากำลังคิดว่า ง่ายมาก ใช้วิธีเจาะถัง B ให้น้ำไหลออก สักวันน้ำในถัง B ก็จะต่ำกว่าถัง A .. นั่นก็เป็นวิธีหนึ่ง แต่เป็นวิธีที่น่ารังเกียจ ..เพราะอะไร? ก็เพราะวิธีนี้เหมือนคนที่เหยียบหัวคนอื่นเพื่อให้ตัวเองสูงขึ้น ...ควรละเว้น ควรละเว้น....ฉะนี้แล
               

     รำพึง 10
คุยกับชาวเรามาเยอะมากเรื่องหลักคิดเมื่อเกิด conflict สมมติเราเป็นพวกเดียวกับโพซิตรอน เมื่อโพซิตรอนเกิด conflict กับอิเล็กตรอน เราไม่ควรเลือกข้างโดยคิดว่า เพราะกลัวไม่มีเพื่อน เพราะเป็นพวกเดียวกัน มีโอกาสชนะ เพราะได้ประโยชน์ เพราะมีบุคคลน่าเชื่อถือ เพราะสอดคล้องกับตรรกะของเรา ฯลฯ แต่ควรพิจารณาข้อมูลให้ถ่องแท้ ด้วยวิจารณญาณอันสุดยอดของเราเสียก่อน ก่อนตัดสินใจจะอยู่ข้างใด หากพิจารณาแล้วผิดทั้งสองข้าง ก็อย่าไปเลือกข้าง...ตายเป็นตาย

รำพึง 11
โพซิตรอนกับอิเล็กตรอนเป็นปฏิอนุภาค (antiparticle) ของกันและกัน มันเกือบเหมือนกันทุกอย่าง คือมวลเท่ากัน ประจุไฟฟ้าเท่ากัน แค่ประจุต่างชนิดกันเท่านั้น แต่มันก็เป็นเหมือนคู่อริที่โกรธกันมาหลายชาติ เจอกันเมื่อไรจะเกิดวินาศสันตะโร (annihilation) เกิดการระเบิดได้ก้อนพลังงานออกมาสองก้อนเท่ากันวิ่งในทิศทางตามกฎ conservation of energy and momentum และคนเราก็ฉลาดพอที่จะใช้ประโยชน์จากการระเบิดนี้ในเครื่อง PET .....ดูๆไปแล้ว ความเป็นคู่อริของมันเหมือนคนเราเลย ที่มีร่างกายเหมือนกัน การกระทำเหมือนกันหลายอย่าง เช่น กินอาหาร มองเห็น ได้ยิน รู้สึกร้อนหนาว หายใจ อาบน้ำ เล่น FB ฯลฯ แค่คิด-กระทำต่างกันบ้าง ดันเป็นคู่อริกันได้ และเมื่อปะทะกันก็บรรลัยได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ได้จากการปะทะกันนั้นจะนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันอะไรได้บ้าง...?? ถ้าหาประโยชน์จากการปะทะกันได้ยากนักก็ฝึกใจยอมรับความแตกต่างน่าจะดี


รำพึง 12
...มีเรื่องๆหนึ่ง เบาๆ.....
นิวตรอนและโปรตอนเป็นเพื่อนกันกำลังจะไปดูหนังด้วยกัน ทันใดนั้น นิวตรอนเห็นว่ามีทองคำตกอยู่ที่พื้นถนนน่าจะนานแล้วเพราะคนเหยียบย่ำจนเลอะเทอะ
นิวตรอน:... อ้าวทองนี่นา
โปรตอน:... ไม่เอาน่า ไม่ใช่หรอก ทองเก๊แหงๆ ถ้าทองจริง คนเห็นก่อนหน้าเราเค้าเก็บไปแล้ว เสียเวลาเปล่า ไปดูหนังดีกว่าเดี๋ยวไม่ทัน
แต่นิวตรอนไม่เชื่อใช้หลักกาลามสูตร จึงหยิบทองนั้นขึ้นมา ยอมเสียเวลาไปที่ร้านทองซึ่งอยู่ในห้างที่จะไปดูหนังนั่นแหล่ะ โปรตอนหงุดหงิด ที่สุด ร้านทองบอกว่าเป็นทองจริงถ้าลื้อจะขาย อั๊วให้หมื่นนึง... อ้าว....
     สำหรับโปรตอนเป็นคนมีเหตุผล ตรรกะของโปรตอนทีว่ามันเป็นทองเก๊ก็ใช้ได้ เรื่องนี้ โปรตอนมีความมืดบอดแบบไม่ได้ตั้งใจ เพราะเหตุผลและตรรกะ เพราะความลำเอียง เพราะทิฐิในใจ ที่เกิดจากความเชื่อฝังใจของเขาแบบนั้น มันจึงบดบังความเป็นจริงซะมิดเลย ... อดเลย
คนเรานี่มันชอบมองเห็นแต่ความแตกต่างจริงๆ  ไอ้ส่วนที่เหมือนกันมีไม่น้อย แต่มักมองไม่เห็น จริงๆนะ.....นั่นแหล่ะตัวการที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย

     รำพึง 13
     เราเรียนรู้สิ่งที่ถูกต้อง กับเราได้เรียนรู้ความเป็นจริง หลายคนคิดว่ามันเหมือนกัน ....ไม่หรอก.... มันต่างกันเด็ดขาดครับ ..สิ่งที่ถูกต้อง มันจะถูกต้องภายใต้เงื่อนไขหนึ่งก็ได้ มันขึ้นกับ space&time ถูกต้องวันนี้ วันต่อไปอาจผิดก็ได้ แต่สิ่งที่เป็นจริง ไม่มีเงื่อนไขอะไร มันเป็นเช่นนั้น space&timeไม่มีอิทธิพลต่อความเป็นจริง ..... ว่าไหม

     รำพึง 14
     สมัยโบราณ เรามีความเป็นอยู่แบบปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติที่ธรรมชาติสร้าง มันไม่ค่อยจะวุ่นวายนักหรอก .... แต่ ปัจจุบันและอนาคต เรามีความเป็นอยู่ที่แตกต่างไปจากเมื่อก่อน ตรงไหนหรือครับ ก็ตรงที่เราต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติที่เราสร้างมันขึ้นมาใหม่นะซิ อันนี้ดูวุ่นวายและโหดกว่า และมันอาจจะพังพินาศเพราะเราไปสร้างมันให้วุ่นวายนี่แหล่ะ

     รำพึง 15
     ได้ยินวัยรุ่น วัยเฟี้ยว คุยกันแถวร้านตัดผมว่า
การเนรคุณ การอกตัญญู การหักหลังกัน ไม่เกี่ยวกับการที่คนๆนั้นจะได้ดิบได้ดี ประสบความสำเร็จ”...
อืม!!...นี่คงเป็นเพราะคนที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย ได้ดิบได้ดี ทั้งที่คนๆนั้นเป็นคนเนรคุณ อกตัญญู หักหลัง มีให้เห็นได้ไม่ยาก .... คนสมัยนี้คงเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ที่มีเทคโนโลยีข่าวสารเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตเค้า ใช่ว่าเทคโนโลยีไม่ดี แต่หากความคิดคนยอมรับความไม่ดีง่ายๆ แหวกแนวไกลไปจากความดีแล้วไซร้ สังคมสมัยนี้และอนาคตคงต้องระวังตัวกันให้มากๆ มันเอาแน่

รำพึง 16
     ฝนตกก็ดี มีน้ำใช้
     ฝนไม่ตกก็ดี มีแดดใช้
     สอบตกก็ดี ได้เรียนซ้ำ
     ไฟฟ้าดับทั้งประเทศก็ดี ได้พักเล่น FB
     ทองคำขึ้นราคาก็ดี ไม่ต้องเสียตัง
     นอนคนเดียวก็ดี เงียบดี
     ใครเกลียดเราก็ดี ดีกว่าเขาด่าเรา
     ใครด่าเราก็ดี ดีกว่าเอาไม้ฟาดหัวเรา
     ....
     ....
     โปรแกรมจิตคิดบวก เป็นประจำ.....น่าจะดี

     รำพึง 17
เอาเถอะ...คิดซะว่า...
เมื่อเราได้ทำงานด้วยดวงจิตที่ยังประโยชน์แก่ผู้อื่นจริงๆ...ก็เท่ากับสะสมบุญไว้ในดวงจิตแบบไม่ตั้งใจทุกวัน จะมีประกายรังสีแผ่เปล่งออกมาผ่านทางแววตาและใบหน้า งามระยิบระยับเชียวแหล่ะ

รำพึง 18
มีชาวเราส่งคำถามมาทาง FB ถามว่า..... หนูถ่ายภาพเอกซเรย์ผู้ป่วยด้วยเครื่องเอกซเรย์ธรรมด๊าธรรมดา มีเครื่องล้างฟิล์ม เป็นหลักเลย มันก็ใช้งานได้ดีนานแล้วไม่เคยเบี้ยว อาจารย์คะหนูสงสัยว่า แล้วทำไมเราต้องทำ QC เราทำ QC เพื่ออะไร ทำ QC แล้วจะได้อะไร ไม่ต้องทำได้ไหม
ผมก็เลยตอบไปว่า... งั้นตอบผมมาก่อนซิว่า เราอาบน้ำแต่งตัวทุกวันเพื่ออะไร ทำไมต้องทำ ทำแล้วได้อะไร ไม่ทำได้ไหม
ค่ะอาจารย์ ^__^”.......เงียบ

รำพึง 19
มีบางคนถึงหลายคนบ่นให้ฟังว่า... ทำงานรูทีนเบื่อจัง เช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำมืด ดึกดื่น เหมือนเดิม เซ็งง่ะอาจารย์ ทำไงดี
ก็เลยจัดไป... ที่รอดอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะงานรูทีนมิใช่รึ ดูอย่างการหายใจของเราก็เป็นรูทีน เราหายใจตลอดเวลาแม้ยามนอนหลับ ลองไม่หายใจดูซิ อะไรจะเกิดขึ้น หรือแค่เปลี่ยนจังหว่ะการหายใจก็ได้เอ้า ไม่ต้องหายใจแบบรูทีนหรอก ลองซี่

รำพึง 20
วันนี้วันปิยะมหาราช....อ่านหนังสือ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระมเหสีพระองค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว...จึงได้ทราบว่า เครื่องเอกซเรย์แบบ portable ในสมัยนั้น พ.ศ. 2476 สั่งตรงจากเมืองนอกมาทางเครื่องบิน ราคาเครื่องละ 4,200 บาทเศษ

รำพึง 21
เราจะเห็นว่าแม้แต่ต้นไม้ก็ไม่โผล่ขึ้นมาโด่เด่อยู่ต้นเดียว เพราะการมีเพียงต้นเดียวแค่เจอลมพัดแรงๆมันก็จะหักโค่นลงมาได้ เราจึงเห็นแต่ต้นไม้ขึ้นมาเป็นกลุ่มหลายต้นสูงพอๆกัน เป็นสังคมของต้นไม้ แม้ในยามที่มีพายุพัดมาอย่างแรงๆสังคมต้นไม้ยังอยู่ได้อย่างสบาย และประการที่สำคัญคือ เรายังไม่เคยเห็นต้นไม้ต้นใดทำลายสังคมของต้นไม้ของมันเองจนย่อยยับไป

       รำพึง 22
เพราะมีความสว่างจึงรู้ว่ามีความมืด
เพราะมีความมืดจึงรู้ว่ามีความสว่าง
       นั่นแหล่ะ Radiographic Contrast

     สวัสดี

Related Links:

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

ความมืดบอดโดยไม่ตั้งใจ

(803 ครั้ง)
ก่อนสอนนักศึกษาเรื่อง การสั่นพ้องแม่เหล็กของนิวเคลียส (nuclear magnetic resonance หรือ NMR) ซึ่งเป็นพื้นฐานฟิสิกส์ที่สำคัญที่นำไปสู่ เอ็มอาร์ไอ (MRI) รู้สึกหนักใจมาก คือ จะทำอย่างไรให้นักศึกษาเข้าใจเรื่องยากๆเช่นนี้ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้จะมองผ่านเลนส์ขยายเป็นพันเท่าก็ไม่เห็น หรือใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่ขยายเป็นแสนเท่าก็ไม่เห็น มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้จินตนาการอย่างมาก โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่า ไพอะเราะหรือเพราะอะไรมันจึงเป็นเช่นนั้น จึงพยายามหาทางทำให้ง่าย อธิบายช้าๆทีละขั้น จากง่ายไปยาก จากเบาไปหนัก หาทางเปรียบเปรยให้เข้าใจได้ ซึ่งก็ยากมากจริงๆ
     คงจำกันได้ว่า เมื่อเราวางไฮโดรเจนไว้ในสนามแม่เหล็กสม่ำเสมอ B มีทิศทางไปตามแกน Z จะพบว่า แม็กเนไตเซชั่น (magnetization, เวกเตอร์สีน้ำตาลในวิดีโอคลิป) ของนิวเคลียสไฮโดรเจนก็จัดตัวชี้ไปตามสนามแม่เหล็กคือแกน Z ด้วย ดูราวกับว่า สนามแม่เหล็ก B มีเสน่ห์ มีอิทธพลต่อแม็กเนไตเซชั่น หรือ แม็กเนไตเซชั่นนัวเนียหรือจู๋จี๋อยู่กับสนามแม่เหล็ก B ชนิดรักกันมาก นอกจากนี้ แม็กเนไตเซชันในสภาวะนั้นมันยังมีความถี่ธรรมชาติหรือความถี่ลาร์มอร์ (Larmor frequency) เท่ากับ Gyromagnetic ratio ของไฮโดรเจนคูณกับสนามแม่เหล็ก B อันนี้เป็นไปตามธรรมชาติ มันเป็นเช่นนั้นเอง
    ทีนี้ ถ้าเราต้องการจะทำให้เกิดการสั่นพ้องแม่เหล็กของนิวเคลียสไฮโดรเจน หรือ NMR เราจะต้องส่งคลื่นวิทยุที่มีความถี่ตรงกับความถี่ลาร์มอร์ของแม็กเนไตเซชั่นของนิวเคลียสไฮโดรเจนนั้น เข้าสู่ระบบของไฮโดรเจน ไปหลอกล่อให้แม็กเนไตเซชั่นสนใจ ซึ่งได้ผลซะด้วย

จากวิดีโอคลิป เวคเตอร์สีเขียวที่หมุนอยู่ในระนาบ XY คือ สนามแม่เหล็กของคลื่นวิทยุที่เราส่งเข้าไป และกำลังหมุนด้วยความถี่ตรงกับความถี่ลาร์มอร์ของแม็กเนไตเซชั่นของนิวเคลียสไฮโดรเจน ราวกับว่า สนามแม่เหล็กของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากำลังเต้นระบำยั่วยวนแม็กเนไตเซชัน ในขณะที่สนามแม่เหล็ก B ยืนแข็งทื่อ
เงื่อนไขในสภาวะที่ว่านี้ เป็นผลทำให้ แม็กเนไตเซชั่นมีอาการใจสั่นระทวย มองไม่เห็นสนามแม่เหล็ก B ที่ยื่นแข็งทื่ออยู่เฉยๆ แต่จะเห็นเฉพาะสนามแม่เหล็กของคลื่นวิทยุทีกำลังเริงระบำเท่านั้น ราวกับว่า สนามแม่เหล็กของคลื่นวิทยุเป็นมือที่สาม ที่เข้าไปทำให้แม็กเนไตเซชั่นซวนเซเสียสมดุล เอาใจออกห่างจากสนามแม่เหล็ก B อันนี้สามารถพิสูจน์ได้โดยอาศัยหลักการทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ แม็กเนไตเซชั่นเปลี่ยนพฤติกรรม เอาใจออกห่างไม่สนใจสนามแม่เหล็ก B อีกต่อไปแล้ว หันไปเริงระบำวิ่งตามด้วยการหมุนรอบสนามแม่เหล็กของคลื่นวิทยุทันที เป็นขั้นตอนของการดูดกลืนคลื่นวิทยุ (absorption) เมื่อหยุดส่งคลื่นวิทยุ แม็กเนไตเซชั่นไม่รู้จะเริงระบำกับใคร ในที่สุดมันก็ตาสว่าง กลับมามองเห็นสนามแม่เหล็ก B อีกครั้ง แม็กเนไตเซชั่นทำเป็นเริงระบำรอบสนามแม่เหล็ก B และเคลื่อนตัวเข้ามาในแนวของสนามแม่เหล็ก B เหมือนสำนึกผิดกลับมาตายรัง(emission) ระหว่างนั้นจะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาด้วย (FID) เมื่อทำการแปลงฟูเรียร์ (FT) จะได้สัญญานที่เป็นประโยชน์ต่อการนำไปคำนวณสร้างภาพ

การที่แม็กเนไตเซชั่นมองไม่เห็นสนามแม่เหล็ก B ในขณะที่เกิดการสั่นพ้องนั้น ก็เหมือนกับ ความมืดบอดโดยไม่ตั้งใจ ของแม็กเนไตเซชั่นนั่นเอง
ความมืดบอดโดยไม่ตั้งใจ หรือ Inattentional Blindness เป็นสิ่งที่เกิดกับแม็กเนไตเซชั่น ที่มันมองไม่เห็นสนามแม่เหล็ก B เห็นแต่สนามแม่เหล็กของคลื่นวิทยุที่กำลังเริงระบำ อันนี้เป็นเรื่องที่น่าฉุกคิด

คำถามคือ คนเรามีความมืดบอดโดยไม่ตั้งใจแบบนี้หรือไม่?
คำตอบคือ มี

มีเรื่องๆหนึ่ง เบาๆ จะเล่าให้ฟังครับ
นิวตรอนและโปรตอนเป็นเพื่อนกันกำลังจะไปดูหนังด้วยกัน ทันใดนั้น นิวตรอนเห็นว่ามีทองคำตกอยู่ที่พื้นถนนน่าจะนานแล้วเพราะคนเหยียบย่ำจนเลอะเทอะ
นิวตรอน:... อ้าวทองนี่นา
โปรตอน:... ไม่เอาน่า ไม่ใช่หรอก ทองเก๊แหงๆ ถ้าทองจริง คนเห็นก่อนหน้าเราเค้าเก็บไปแล้ว เสียเวลาเปล่า ไปดูหนังดีกว่าเดี๋ยวไม่ทัน
แต่นิวตรอนไม่เชื่อใช้หลักกาลามสูตร จึงหยิบทองนั้นขึ้นมา น้ำหนักประมาณหนึ่งบาท เขายอมเสียเวลาไปที่ร้านทองซึ่งอยู่ในห้างที่จะไปดูหนังนั่นแหล่ะ โปรตอนหงุดหงิด ในที่สุด ร้านทองบอกว่าเป็นทองจริงถ้าลื้อจะขาย อั๊วให้หมื่นนึง นิวตรอนตกลงทันที
นิวตรอนเลือกใช้วิธีพิสูจน์ความจริงกันเลย และก็พบความจริง ซึ่งอาจเป็นทองเก๊หรือทองจริงก็ได้
     สำหรับโปรตอน เขาก็เป็นคนมีเหตุผล ตรรกะของโปรตอนทีว่ามันเป็นทองเก๊ก็ใช้ได้ เพราะคนก่อนหน้าเขาทั้งสองเดินผ่านไปแล้วก็หลายคน เห็นแล้วทำไมไม่หยิบ เขาเหล่านั้นอาจจะคิดว่าเป็นทองเก๊ก็ได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ โปรตอนมีความมืดบอดโดยไม่ได้ตั้งใจ ที่เกิดจากความเชื่อฝังใจของเขาแบบนั้น  
     โปรตอนจึงอดเลย

     ชาวเราทั้งหลายพึงระวัง "ความมืดบอดโดยไม่ตั้งใจ" เกิดได้กับทุกคน เมื่อเราสนใจสิ่งหนึ่งมากเกินไป เราจะลืมสิ่งสำคัญบางอย่างไป เรื่องนี้พิสูจน์ได้ 

     มีคลิปหนึ่งใน youtube (ขอขอบคุณเจ้าของคลิป)เป็นคลิปที่ดีมาก แสดงให้เห็นถึงคน 8 คน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ทีม แต่งกายชุดสีขาว 4 คน ชุดสีดำ 4 คน แต่ละทีมมีลูกบอลทีมละหนึ่งลูก 
     จ้องมองดูคลิปนี้ด้วยความตั้งใจ โดยจ้องมองการโยนลูกบอลของแต่ละทีม ก่อนจะเริ่มโยนลูกบอลของแต่ละทีม สายตาเริ่มจับจ้องมองที่ทีมใส่เสื้อขาว ดูว่าจะโยนลูกบอลให้กันกี่ครั้ง? 
     จากนั้นก็เริ่มต้น
     ชาวเราเห็นว่าทีมที่ใส่เสื้อสีขาวโยนลูกบอลให้กันกี่ครั้งครับ
     เชื่อว่า ชาวเราจะตอบถูก 
     ระหว่างที่โยนลูกบอลกันนั้น (ห้ามลำเอียงนะครับ)สายตาจ้องมองการโยนของทีมสีขาว เมื่อเกมจบ เชื่อว่าชาวเราทุกคนจะตอบถูกว่าโยนกี่ครั้ง แต่มีใครที่สังเกตว่ามีหมีเดินผ่านเข้ามาในระหว่างที่ทั้งสองทีมกำลังโยนลูกบอลไหมครับ ทีแรกผมก็ไม่เห็น เมื่อดูซ้ำจึงเห็น
     นี่แหล่ะครับมันเข้ากันได้กับ "ความมืดบอดโดยไม่ตั้งใจ"

Related Links:
รังสีส่องชีวิต