วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บทบาทของสภาวิชาชีพต่อการรับรองสถาบันอุดมศึกษา


(794 ครั้ง)
     ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมใน การประชุมทางวิชาการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ประจำปี 2555 เรื่อง "บทบาทของสภาวิชาชีพที่มีต่อการรับรองหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของสถาบันอุดมศึกษา" และเนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ระหว่างวันที่ 12-13 พ.ย. 2555 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา
งานนี้มีวิชาชีพทั้งหมด 14 วิชาชีพมาเข้าร่วมประชุม ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกรรม พยาบาล กายภาพบำบัด เทคนิคการแพทย์ รังสีเทคนิค สัตวแพทย์ วิศวกร สถาปัตยกรรม ทนายความ บัญชี ครู/บุคลากรทางการศึกษา และวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมประมาณ 800 คน ประกอบด้วย อธิการบดี คณบดี หัวหน้าภาควิชา ผู้บริหาร และอาจารย์ โดยสามารถแยกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆคือ ส่วนสถาบันผู้ผลิต และส่วนสภาวิชาชีพ สำหรับรังสีเทคนิคเป็นวิชาชีพเดียวที่เป็นคณะกรรมการวิชาชีพ ผมจึงไปในนามทั้งสองภาคส่วนนั้น คือ เป็นผู้ที่อยู่ในฐานะถูกประเมินและผู้ประเมิน

การประชุมกลุ่มวิชาชีพ 14 สาขา
วันที่ 12 พ.ย. ช่วงบ่าย ทุกวิชาชีพแยกย้ายไปประชุมกลุ่มย่อย สำหรับกลุ่มรังสีเทคนิค อาจารย์จากสถาบันผู้ผลิตบัณฑิตรังสีเทคนิคทั่วประเทศ และคณะกรรมการวิชาชีพสาขารังสีเทคนิคจำนวนประมาณ 40 คน ได้ประชุมกลุ่มย่อยเพื่อระดมสมองเรื่อง "บทบาทที่เหมาะสมของคณะกรรมการวิชาชีพรังสีเทคนิคต่อการรับรองสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดหลักสูตรสาขาวิชารังสีเทคนิค" โดยมีผมเป็นประธานกลุ่ม และ ผศ.ดร.บรรจง เขื่อนแก้ว ประธานคณะกรรมการวิชาชีพฯจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นเลขานุการ
ประเด็นที่พูดคุยกันในที่ประชุมกลุ่มรังสีเทคนิค เนื้อหา+กระบวนการ ในการประเมินสถาบัน
กระบวนการในการประเมินสถาบัน


รายงานผลการประชุมกลุ่มวิชาชีพรังสีเทคนิค
วันที่ 13 พ.ย. ช่วงเช้า เป็นการนำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อยของทุกกลุ่มวิชาชีพ ผมในฐานะประธานเป็นผู้นำเสนอรายงานผลการประชุมกลุ่มวิชาชีพรังสีเทคนิค ดังนี้


ดูสไลด์ประกอบ.......



ผลกระทบต่อสังคม
      วันถัดมา สื่อมวลชนได้เสนอข่าวการรายงานของกลุ่มวิชาชีพทั้ง 14 กลุ่มวิชาชีพ เช่น ไทยรัฐ เดลินิวส์ สยามรัฐ ผู้จัดการ มติชน เป็นต้น
ขอขอบคุณหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เอกซเรย์กับการ “เกิด-ดับ”

     

     เรื่องราวของเอกซเรย์ มีความน่าอภิรมย์อยู่มาก มีหลายแง่มุม หลายมิติ หลายแนวคิด สุดแต่ใครจะมองกันอย่างไร ผมได้เคยเล่าให้ฟังแล้วถึงเรื่อง ขันติเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ เป็นมุมมองหนึ่งที่สะท้อนถึงความทนทานของเป้าในหลอดเอกซเรย์กับความอดทนอดกลั้นของมนุษย์

     สำหรับคราวนี้ ขอมองในอีกมิติหนึ่ง ในมิติที่เรียกว่า เกิด-ดับซึ่งมีความน่าอภิรมย์อยู่ในตัว

     ขอเริ่มด้วยคำถามที่ว่า "เอกซเรย์เกิดได้อย่างไร??" ซึ่งเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบคำตอบ

     พูดถึงการผลิตเอกซเรย์เพื่อใช้งานทางการแพทย์  มีแง่มุมดีๆให้ได้คิดซ่อนเร้นอยู่อีก
สำหรับนักรังสีเทคนิคจะทราบคำตอบเรื่องการผลิตเอกซเรย์ดีมากอยู่แล้ว สำหรับท่านที่ไม่มีพื้นฐานทางนี้ ผมขอเล่าให้ฟัง เริ่มจากพื้นฐานของเรื่องนี้เลยครับ

การผลิตเอกซเรย์ เราใช้หลอดเอกซเรย์ซึ่งมีโครงสร้างสำคัญประกอบด้วย หลอดแก้วสุญญากาศ ไส้หลอด (filament)  และเป้า เป็นโครงสร้างที่ได้รับการพัฒนาขึ้นนานมาแล้ว เมื่อ ค.ศ.1913 โดย W.D. Coolidge  จึงเรียก Coolidge tube ปัจจุบันก็ยังใช้หลักการนี้ ไม่ว่าจะเป็นหลอดเอกซเรย์ที่ใช้งานถ่ายภาพทั้งร่างกาย ถ่ายภาพเต้านม หรือซีที (เอกซเรย์คอมพิวเตอร์)แต่การออกแบบอาจแตกต่างกันไปตามชนิดของการใช้งาน
โครงสร้างของหลอดเอกซเรย์
 หากเราแหวกผนังแก้วของหลอดเอกซเรย์เข้าไป มองลึกเข้าไปภายในหลอดเอกซเรย์ มองให้เห็นกระบวนการ กลไก ของการผลิตเอกซเรย์
เราจะเริ่มเห็นไส้หลอดซึ่งมักทำด้วยทังสะเต็น ลักษณะเป็นขดลวดบิดเป็นเกลียวเล็กๆ ถูกเผาด้วยกระแสไฟฟ้าจนร้อนแดง สุกสว่างไสว ดุจหลอดไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างในยามค่ำคืน ขณะนั้น ไส้หลอดจะปลดปล่อยอิเล็กตรอนหลุดออกมาจำนวนมาก ในทางเทคนิคเรียกกระบวนการนี้ว่า thermionic emission หรือ Edison effect เป็นการสื่อความหมายว่า อิเล็กตรอนหลุดจากไส้หลอดด้วยความร้อน
เวลาเดียวกันนั้น แอโนดซึ่งทำเป็นจานโลหะจะถูกทำให้หมุนด้วยความเร็วสูงมาก เหมือนมอเตอร์ความเร็วสูง รอรับการพุ่งชนโดยอิเล็กตรอนที่จะวิ่งมาจากไส้หลอด
ครั้นเมื่อเราใส่ความต่างศักย์ไฟฟ้าสูงๆ ระหว่างไส้หลอด (แคโทดขั้วลบ) และเป้า (แอโนดขั้วบวก) ความต่างศักย์ไฟฟ้าจะบีบบังคับกดดันให้อิเล็กตรอนต้องวิ่งจากไส้หลอดขั้วลบ ไปตามแนวเส้นแรงไฟฟ้า พุ่งเข้าชนเป้าหรือจานแอโนดขั้วบวกที่กำลังหมุนเร็วจี๋ และชนด้วยพลังงานจลน์สูงมาก
ขณะที่เกิดการชนกันพลังงานจลน์ของอิเล็กตรอนประมาณ 1% จะถูกเปลี่ยนไปเป็นประกายรังสีที่ตามองไม่เห็นเรียกว่า เอกซเรย์ ในฉับพลัน เป็นประกายรังสีที่เรานำมาใช้งาส่องชีวิตของผู้ป่วย  พลังงานจลน์ของอิเล็กตรอนส่วนใหญ่อีก 99% จะเปลี่ยนเป็นความร้อนที่เป้า



หากเราจะดูให้ลึกลงไปอีกว่า อิเล็กตรอนชนกับเป้าหรือจานแอโนดแล้วเกิดเอกซเรย์ได้อย่างไร เราจำเป็นต้องมองในระดับเล็กมากเป็นนาโนหรือระดับอะตอม  ซึ่งเราจะเห็นอิเล็กตรอนวิ่งเข้าไปชนอะตอมของเป้า แยกการชนเป็น 2 แบบใหญ่ๆ ซึ่งทำให้ได้เอกซเรย์แบบ Characteristic x-rays และ Bremsstrahlung ผมขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดในส่วนนี้ แต่ผมมีวิดีโอคลิปที่แสดงการเกิดเอกซเรย์ทั้งสองแบบให้ชมกัน ให้พอจินตนาการได้บ้าง
  

เคล็ดลับประการหนึ่งคือ ความเข้มของเอกซเรย์ที่เกิดขึ้น จะสอดคล้องสัมพันธ์กับรูปคลื่นความต่างศักย์ไฟฟ้า (kV) ที่จ่ายให้หลอดเอกซเรย์ 

ถอยกลับออกมามองในภาพใหญ่

โดยทั่วไป ความต่างศักย์ไฟฟ้าที่จ่ายให้หลอดเอกซเรย์มีลักษณะเป็นเหมือนระลอกคลื่น สูงต่ำสลับกัน จำนวน 100 ระลอกคลื่นในหนึ่งวินาที เมื่อหลอดเอกซเรย์ได้รับระลอกคลื่นความต่างศักย์ไฟฟ้าสูงจะได้เอกซเรย์เรียกว่า เกิด มีความสว่างไสวที่เห็นได้ด้วยจิตเพราะตามองไม่เห็น เมื่อระลอกคลื่นความต่างศักย์ไฟฟ้าลดลงต่ำ เอกซเรย์ก็ไม่เกิดเรียกว่า ดับ
     แปลว่า จะมีการ เกิด-ดับ ของเอกซเรย์สลับกันไป 100 ครั้งในหนึ่งวินาที หรือกระพริบ 100 ครั้งในหนึ่งวินาที เป็นจังหว่ะแน่นอน คล้ายกับเวลาที่เราดูแสงกระพริบจากดาวฤกษ์ในเวลาค่ำคืน เราจะเห็นประกายแสงระยิบระยับเปล่งออกมา มองแล้วน่าอภิรมย์ยิ่ง แต่จังหว่ะการเปล่งประกายออกมานั้นอาจไม่คงตัว 
     ความถี่ของการเกิด-ดับของเอกซเรย์สูงเพียงนี้ ทำให้สัมผัสได้ราวกับว่ามีเอกซเรย์เกิดหรือออกมาจากหลอดเอกซเรย์ตลอดเวลาแล้ว ไม่รู้สึกว่ามันกระพริบ 

     ถึงตรงนี้ ผมคิดว่า เอกซเรย์ได้สอนเราอย่างหนึ่งครับ
การเกิด-ดับของเอกซเรย์ ใช้ไฟฟ้ากระแสตรงกรองไฟแบบเต็มลูกคลื่น


     ทุกครั้งที่ถ่ายภาพรังสีผู้ป่วย  จะมีการ เกิด-ดับ” หรือกระพริบของเอกซเรย์ ซึ่งเรารู้สึกได้เหมือน เกิด ตลอดเวลา

เอกซเรย์กำลังเตือนสติเราว่า  สติ ก็มีลักษณะ เกิด-ดับ ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสัมมาสติ หรือมิจฉาสติ คือมีการกระพริบของสติเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ขอให้เป็นการกระพริบของสัมมาสติย่อมดีกว่า

ประเดี๋ยวเราก็มีสติ เกิด ประเดี๋ยวเราก็ขาดสติ ดับ สลับกันไป สติมันกระพริบ

ถ้าใครที่มีการ เกิด-ดับ ของสติสลับกันด้วยความถี่สูง กระพริบเร็วมาก ถ้าเป็นสัมมาสติผมว่าโอเคแล้วนะ เพราะเป็นลักษณะการกระพริบของสติที่เสมือนว่ามีสติเกิดขึ้นตลอดเวลา เหมือนเอกซเรย์
ไฟกระพริบเหมือนเกิด-ดับของสติ


สัมมาสติเกิดนานหน่อย  ดับประเดี๋ยวเดียว ยิ่งดีใหญ่ อันนี้ขั้นสูงมาก

สัมมาสติไม่ดับเลย เกิดตลอดเวลาดีมากเลย แต่ยากมากเช่นกัน อันนี้เรียกว่า ที่สุดแห่งการดับสัมมาสติได้ไหม คือเกิดสติตลอดเวลาไม่กระพริบด้วย
สติของเรา-ท่าน มีเกิด-มีดับ ตลอดเวลาไหม?


คิดให้ดี การดับของสัมมาสติแม้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ น่าสะพรึงกลัวหรือไม่ หลายคนอาจเคยมีประสบการณ์มาบ้างกับคนอื่นหรือแม้แต่กับตัวเอง ก็จะเข้าใจพิษสงของการดับของสัมมาสติได้ดี 
     แล้วถ้าหากสัมมาสติของเราอยู่ในโหมดที่ ดับ ตลอดเวลาล่ะ หรือเข้าสู่โหมด ที่สุดแห่งการเกิดสัมมาสติ คือดับสนิทอย่างยั่งยืน อะไรจะเกิดขึ้นกับเรา และคนรอบข้างของเราครับ 
     ในภาวะที่ต้องเผชิญหน้ากัน ยิ่งถ้าเราเป็นผู้มีความฉลาดในทางโลกมากๆ เมื่อขาดสัมมาสติคือดับ และมีมิจฉาสติเข้าแทนที่ เราจะจมดิ่งอยู่ในทะเลแห่งอารมย์ร้าย ก็จะยิ่งน่ากลัวเป็นร้อยเท่าพันทวี  เราจะมีความแน่ "กูแน่" และไม่ฟังใคร เราจะสามารถบันดาลให้เกิดสิ่งเลวร้ายได้มากมาย....
     ชนิดที่ไม่กล้าคิดเลยครับ...


     สัมมาสติกลับมาเถิด เจ้าจงกลับมา ว็อบๆแว็มๆก็ยังดี

     นี่แหละครับที่ว่า เอกซเรย์มีเรื่องน่าอภิรมย์ เอกซเรย์กับสติมันคล้ายกันมากอย่างเหลือเชื่อ จริงไหมครับ ต่างกันตรงที่ การเกิด-ดับของเอกซเรย์ควบคุมได้ง่ายด้วยมือหรือเท้าของนักรังสีเทคนิค แต่การควบคุมให้เกิดสัมมาสติทำได้ยากกว่า 
     

Related Links:

วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เรื่องเบาๆ...ก็ตามันอยู่ใกล้กว่าหู



ในการเรียนวิชาฟิสิกส์ ตอนอยู่ปี 1 

อาจารย์ถามนักศึกษาว่า

     “ใครตอบได้บ้าง....สมมติเรายืนอยู่บนยอดตึกคณะฯสีสวยที่สุดในศาลายา หันมองไปทางยอดตึกอีกตึกหนึ่งห่างออกไปประมาณ 1km ทันใดเราเห็นแสงไฟแว่ปขึ้นที่ยอดตึกนั้น จากนั้นอีก 3 วินาทีจึงได้ยินเสียงตูม อยากทราบว่า เพราะเหตุใด เราจึงเห็นแสงไฟก่อนได้ยินเสียงตูม

นายสัมฤทธิ์ หล่อเข้ม รีบยกมือขอตอบ หวานหมูมากปัญหานี้ จึงตอบว่า

     “เพราะเสียงเดินทางในอากาศช้ากว่าแสง เราจึงเห็นแสงก่อน แล้วจึงได้ยินเสียงตามมา คร้าบ

อาจารย์ยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้ฟังคำตอบที่ถูกต้องตามหลักฟิสิกส์ พอดีอาจารย์เหลือบไปเห็นนายวชิรกร กำลังง่วนอยู่กับการวาดรูป Anatomy ของศรีษะมนุษย์ อาจารย์จึงแกล้งถามว่า

     “วชิรกร! เธอคิดว่าอย่างไร ที่เพื่อนตอบแบบนี้

วชิรกรออกอาการกระวนกระวาย แล้วตอบว่า

     “เอ้อ...ผมคิดว่าสัมฤทธิ์ตอบถูก เอ่อออ...ไม่ใช่ครับ ตอบผิดครับ

อาจารย์เริ่มงง เพราะรู้อยู่ว่าสัมฤทธิ์ตอบถูกแล้ว

     “เอ..ที่ว่าผิดน่ะ เธอหมายความว่าอะไรล่ะ

วชิรกร ทำให้ตัวเองดูมั่นอกมั่นใจมาก (เนียน) แล้วก็ตอบเสียงดังฟังชัดว่า

     “เพราะตาม Anatomy ของศรีษะมนุษย์ จากตำแหน่งที่ปืนยิง ตาจะอยู่ใกล้กว่า และหูอยู่ไกลกว่าครับ ทำให้ตาเห็นแสงไฟก่อน แล้วหูจึงได้ยินเสียงตามมา ใช่ไหมครับอาจารย์

คำตอบนี้ เพื่อนในห้องเงียบกริบ! และทำให้อาจารย์ตะลึงอึ้งไปเลย !!!!!
อาจารย์พูดไม่ออก ได้แต่คิดในใจว่า คงไม่ต้องสอนวชิรกรแล้วละ ให้ไป admission ใหม่ดีกว่าอีกสักสามรอบ ยังทัน ...สับสน สับสน จริงๆ

     "OK วันนี้พอแค่นี้"