วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ล่องคลองมหาสวัสดิ์

(921 ครั้ง)
เช้าตรู่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2553 ผมขับรถไปตามถนนด้านหลังมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มุ่งไปทางอำเภอนครชัยศรี ประมาณ 4 กิโลเมตร ถึงวัดสุวรรณ อยู่ริมคลองมหาสวัสดิ์ ไปพบคณาจารย์และนักศึกษารังสีเทคนิคชั้นปีที่ 2 ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งนัดหมายกันไว้ พอถึงก็พบ ผศ.ศิริพร รศ.ดร.จิราภรณ์ อ.ดร.นวลเพ็ญ อ.ดร.ยุทธพล อ.สัมฤทธิ์ คุณธนธร วันนี้เหล่าคณาจารย์ซึ่งรับผิดชอบการสอนวิชา Transformative Learning สำหรับนักรังสีเทคนิค เพิ่งเปิดสอนในปีการศึกษานี้เป็นปีแรก ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้นอกสถานที่ ให้นักศึกษาได้มีโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติ สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในละแวกคลองมหาสวัสดิ์ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ว่าความสุขคืออะไร



เมื่อมาพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว เป็นเวลาที่แสงอาทิตย์เริ่มจัดจ้านมากขึ้น พวกเราก็เตรียมลงเรือหางยาวขนาด 6-7 ที่นั่ง จำนวน 12 ลำ กำนันท้องที่เป็นคนจัดเตรียมไว้ให้ และเพื่อความปลอดภัยทุกคนถูกขอร้องให้สวมเสื้อชูชีพ ซึ่งทุกคนก็เต็มใจแม้อากาศเริ่มร้อนเพราะแสงอาทิตย์เริ่มแรงทั้งที่น่าจะเป็นฤดูหนาวแล้ว ใส่เสื้อชูชีพยิ่งเพิ่มความอบอ้าวขึ้นอีก แต่ทุกคนก็มีหน้าตาแจ่มใส และกระหายที่จะได้ลงเรือเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายที่กำหนดไว้ต่อไป เราแบ่งเรือเป็น 3 กลุ่มๆละ 4 ลำ แต่ละกลุ่มแยกไปชมชุมชนต่างกัน คือ ชุมชนไร่นาสวนผสม ชุมชนบ้านศาลาดิน ชุมชนบ้านกล้วยไม้ และนาบัวซึ่งเป็นที่สุดท้ายที่เรือทุกลำจะมาส่งให้พวกเรารวมกันเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน



คนขับเรือมีทั้งหญิงและชายวัยกลางคนขึ้นไป เป็นชาวบ้านในละแวกนั้น  มีความชำนาญในการบังคับเรือสูงมาก ความชำนาญนี้เกิดจากการบังคับเรือบ่อยๆทุกวัน แรกๆขับก็คงขับเรือเป๋ไปมาหรือเกยตลิ่งบ้างล่ะ แต่ใช้ประสพการณ์สอนตัวเองจนทำได้ดีด้วย แววตาของคนขับเรือมีประกายความสุขฉายออกมาให้เห็นชนิดที่เราไม่ต้องตั้งใจมอง ระหว่างที่ขับเรือไปคนขับจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นเกร็ดความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของคลองมหาสวัสดิ์และชุมชนสองฝั่งคลอง ด้วยน้ำเสียงและสำเนียงแบบชาวบ้านในชนบท น้ำเสียงแสดงออกถึงความเต็มใจและภูมิใจ ที่อยากจะให้แขกที่มาเยือนอย่างพวกเราได้รับรู้ ก็จึงได้รู้ว่าคลองมหาสวัสดิ์เป็นคลองที่ขุดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ไม่ได้เกิดตามธรรมชาติ เพื่อช่วยร่นระยะการเดินทางไปนครปฐมในสมัยนั้นที่ต้องเดินทางด้วยเรือ เรือพาพวกเราแล่นไปตามคลองมหาสวัสดิ์ซึ่งระดับน้ำในคลองดูยังสูงอยู่และคลื่นไม่แรง ใช้เวลาเดินทางไปยังแต่ละชุมชนไม่นานนัก


ที่ชุมชนไร่นาสวนผสมพื้นที่กว้างมากประมาณไม่ต่ำกว่า 40 ไร่ มีป้าแจ๋วให้การต้อนรับ และรับรองด้วยผลไม้สดและดอง ป้าแจ๋วเล่าเรื่องราวต่างๆให้พวกเราฟังอย่างมีความสุข ที่นี่พวกเราได้มีโอกาสนั่งรถอีแต๋นเพื่อชมไร่นา สวนผลไม้ และแปลงปลูกพืชนานาพันธ์ ป้าแจ๋วท้าพวกเราว่า หากใครนั่งรถอีแต๋นคันนี้แล้วไม่หัวเราะจะคืนเงินให้ พวกเราก็คิดในใจว่า นั่งรถอีแต๋นมันจะมีอะไรนักหนา ก็แค่ขับไปตามทางคันนาแนวสวนและคลองซอย วนไปมาแล้วก็กลับ แต่สิ่งที่คิดไว้มันไม่ใช่เลย มันไม่ธรรมดาจริงๆ ช่วงที่นั่งรถอีแต๋นนี่แหละที่ทำให้พวกเราทุกคนต้องร้องกรี๊ดออกมาพร้อมๆกันเป็นระยะระหว่างที่รถเคลื่อนที่ไป เร็วบ้าง ช้าบ้าง ยิ่งตอนเข้าโค้งกรี๊ดกันดังที่สุด แต่สนุกมาก และค่อนข้างโล่งอกที่รอดมาได้ ส่วนลุงที่ขับรถอีแต๋นแกอมยิ้มแก้มตุ่ยด้วยความพอใจที่ทำงานได้ผลสัมฤทธิ์ดีเยี่ยม

ที่ชุมชนศาลาดิน มีร้านขายเสื้อผ้าขนาดเล็กที่เน้นความคิดเรื่องเกี่ยวกับตูด มีการสาธิตการทำข้าวตัง การทำกล้วยอบพลังงานแสงอาทิตย์จากโรงอบปลอดแมลงและฝุ่น  ที่นี่พวกเราได้มีโอกาสทอดข้าวตังรับประทานกันทันทีสดๆ แม่บ้านที่ชุมชนแห่งนี้ก็บรรยายถึงประวัติความเป็นมาของชุมชน ระหว่างที่นักศึกษาก็ง่วนกับการทอดข้าวตัง






ที่ชุมชนสวนกล้วยไม้ มีเรือนกล้วยไม้นานาพันธ์จำนวนมาก มีพื้นที่ประมาณ 12 ไร่ เป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีการตัดต่อพันธ์ใหม่ เราได้เรียนรู้การเลี้ยงกล้วยไม้และการกำจัดราด้วยการเพาะรา อาจารย์บางท่านซื้อกล้วยไม้ติดมือกลับมาด้วย




ที่นาบัวมีบัวจำนวนมากขึ้นในหนองน้ำขนาด 5 ไร่ มีศาลาขนาดใหญ่จัดงานประชุมสัมมนาได้สร้างไว้เกือบกลางนาบัว ลมพัดเย็นสบายแม้จะเป็นเวลาเที่ยงแดดร้อนเปรี้ยง ที่นี่เรารับประทานข้าวกล่องผัดกระเพราหมูไข่ต้มเป็นอาหารกลางวัน ที่นาบัวนี้ เห็นบัวตามผิวน้ำทำให้นึกถึงกลอนที่ผมเคยแต่งไว้เมื่อนานมาแล้วสัก 20 ปี แล้วพูดให้นักศึกษาที่ร่วมเรือลำเดียวกันฟังว่า

ดวงอาทิตย์ส่องแสงแรงกล้า              พุ่งผ่านปัทมาบนน้ำใส
ทั้งที่ตูมแต่มองเห็นเด่นภายใน             แปลกฤทัยยัยแสงจึงแรงนัก
ดุจรังสีสาดส่องกายา                   ผ่านออกมาภายในจึงประจักษ์
ธรรมชาติลิขิตไว้ประหลาดนัก             ให้ทายทักโรคได้สบายเอย

สิ้นเสียงคำกลอน นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า อาจารย์ไม่น่าเรียนสายวิทยาศาสตร์เลย ผมก็ได้แต่ยิ้ม

พวกเราเดินทางกลับมาที่คณะฯที่ศาลายา จากนั้นบ่ายโมงก็เริ่มการแบ่งกลุ่มเสวนาถึงสิ่งที่ได้ไปพบเห็นในช่วงเช้า โดยพิจารณาความสุขในมุมมองของชาวบ้านคืออะไร และความสุขในมุมมองของเราคืออะไร นี่แหละเป็นช่วงหนึ่งสั้นๆ ที่นักศึกษารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล ชั้นปีที่ 2 ได้เรียนรู้ และหวังว่าสิ่งดีๆนี้จะปักหมุดฝังลึกลงไปในความทรงจำของทุกคนตราบนานเท่านาน

มานัส มงคลสุข

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สัมภาษณ์ "115 ปีการพบ X-rays"

   สถานีวิทยุประเทศไทย สัมภาษณ์ รศ.มานัส มงคลสุข ในโอกาสครบ 115 ปีแห่งการค้นพบเอกซเรย์ (8 พ.ย.1895) ออกอากาศทางสถานีวิทยุประเทศไทย FM 105 MHz วิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 พ.ย. 2553 เวลา 19.30 น






ตอนที่ 1 การค้นพบและการเกิดภาพเอกซเรย์

ตอนที่ 2 ห้องเอกซเรย์และเทคโนโลยีปัจจุบัน

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

แค่น้ำหยดเดียวก็มีค่ายิ่ง

  ผมได้เคยเขียนเรื่อง "ลิงเหมือนคน?" ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ genetic coding หรือ การทำตามๆกันมาโดยปราศจากการพัฒนา ปราศจากการคิดวิเคราะห์ที่เกิดจากตัวเรา ถ้าพูดแรงๆก็คือคิดไม่เป็น หรือไม่กล้าคิดแหวกแนว ทำให้เราไม่กล้าที่จะทำในสิ่งที่แตกต่างเพราะกลัวผิด ผมไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องนะครับ เรื่องไม่ดีเราจะทำไปทำไม เราต้องกล้าทำเรื่องดีๆในสิ่งที่แตกต่าง เพื่อให้เกิดการพัฒนา เพื่อให้มันดีขึ้น ไม่ใช่ให้มันแย่ลง หลายคนก็คิดไปว่า ผมกำลังตั้งตัวเป็นผู้รู้มาเที่ยวสอนชาวเรา หรือผมกำลังอวดศักดาอะไรประมาณนั้น จริงๆแล้ว ผมไม่ได้รู้อะไรมากนักหรอก อาจารย์ที่ผมเคารพนับถือท่านก็คอยเตือนเสมอๆว่า อย่าอวดตนเองว่าดีว่าเก่งกว่าผู้อื่นเขาจะดูไม่เข้าทีหรือทุเรศ ผมก็ระวังตัวและเตือนตัวเองอยู่เสมอ สิ่งที่เขียนแสดงออกไปนั้น มันออกมาจากใจเมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังจะเป็นไปตามเหตุและปัจจัย ก็เท่านั้นเองครับ ชาวเราที่มีมุมมองในเชิงสร้าสรรก็สามารถแสดงออกได้ 



  วกมาเรื่องที่ตั้งใจจะเขียนดีกว่า มีหลายคนที่มีความกล้าที่จะทำในสิ่งที่แตกต่างเพื่อให้ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกับรังสีเทคนิคไทย คำว่ารังสีเทคนิคไทยผมหมายรวมถึง นักรังสีเทคนิค จิต วิญญาณ เกียรติภูมิ ความเป็นนักรังสีเทคนิค และทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับรังสีเทคนิคของประเทศไทย แต่หลายคนเหล่านั้นอาจชอกช้ำเพราะมีชาวเราอีกหลายคนที่ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาเหล่านั้นได้ทำไป โรคท้อก็ถามหา บางคนที่ทุ่มเทก็ฝ่อและเหี่ยวไปเลยอย่างน่าเสียดาย การให้เกียรติกัน การให้กำลังใจกัน การเห็นคุณค่าของกันและกัน ในยุคแห่งการเริ่มต้นบุกเบิก (โดยเฉพาะคนที่ใกล้ๆกัน ในชุมชนเดียวกัน) น่าจะดีกว่าอย่างมากๆๆไหมครับ มันจะดีกว่าการที่เรา พูดถึง รู้สึก แสดงออก ในเชิงเห็นคุณค่าหรือยกย่องใครก็ไม่รู้ที่อยู่ไกลจากชุมชนเราเหลือเกิน ว่าเก่ง ว่าดี ว่าเจ๋ง แม้ใครคนนั้นไม่ได้สนใจเรา ไม่ได้ให้คุณอะไรกับชุมชนของเราเลยแม้แต่น้อย

  ชาวเราหลายคนที่ทำงานในโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งมีแค่เครื่องเอกซเรย์ธรรมดา ไม่มีเครื่องมือรังสีที่ทันสมัย ราคาแพง เรียกว่าอยู่ในที่แห้งแล้งกันดานทางเครื่องมือและเทคโนโลยีมาก มาบ่นกับผมทำนองน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ต้องทำงานในสภาพนี้ ดูไม่ค่อยน่าตื่นเต้น และก็ไม่มีใครเหลียวแล เรียนมาแทบเป็นแทบตาย แต่ให้ทำแค่นี้ ผมก็ให้กำลังใจไปว่า เราต้องมีศัทรา เอาประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ทำงานให้เกิดความสนุกสนาน ทำตรงนั้นให้ดีที่สุดจนสุดความสามารถของเรา เสมือนว่าตรงนั้นคือบ้านของเรา ถ้าเราทำจนบ้านดีน่าอยู่อาศัย เราก็อยู่ดีมีสุขไปด้วย ถ้าเราหนีไปทำงานในที่ที่มันมีอะไรพร้อมหมดแล้ว มองอีกด้านหนึ่งมันจะสนุกหรือมันตรงไหน เพราะพร้อมหมดแล้ว เราจะไปทำอะไรได้ ก็มีชาวเราที่ทำงานในที่ที่อุดมสมบูรณ์เกือบจะทุกอย่าง มาบ่นให้ผมฟังเหมือนกันว่าทำไมที่ที่ทำงานอยู่มันแห้งแล้งน้ำใจเหลือเกิน ผมก็ได้แต่รำพึงในใจว่าโลกนี้หาความพอดียาก เลยคิดถึงคำพระที่ว่า จงพอใจในสิ่งที่ตนมี วงเล็บอย่างถูกต้อง หมายความว่า ไอ้ที่เราได้มาหรือมีนั้นจะต้องมีหรือได้มาอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ไม่ทุจริต ฉ้อโกง หรือใช่เล่ห์กลเอามาเป็นของตนเอง

  อาจารย์สุพจน์ อ่างแก้ว ชื่อนี้ชาวเรารู้จักดี ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดวิชาชีพนี้ครั้งแรกในประเทศไทย อาจารย์สุพจน์ต้องลำบากและขมขื่นแสนสาหัส กว่าวิชาชีพนี้จะเป็นตัวตนได้อย่างปัจจุบันนี้ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับอาจารย์สุพจน์ค่อนข้างบ่อยมากในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาและหลังจากที่อาจารย์เกษียณแล้ว ทุกครั้งที่คุยกัน อาจารย์จะมีเรื่องดีๆ ข้อคิดดีๆ มาให้ผมได้ขบคิด บางเรื่องก็นำไปปฏิบัติในชีวิตจริง หลังเกษียณอาจารย์สุพจน์ท่านจะมาที่คณะฯที่ที่ท่านเคยทำงานอยู่ที่เดียวกับผม เพื่อสอนนักศึกษา และอ่านฟิล์มเอกซเรย์ที่ออกบริการชุมชนทุกอาทิตย์แต่ระยะหลังสุขภาพท่านไม่เอื้ออำนวย ท่านมักจะแวะเข้ามาหาผมที่ห้องทำงานและพูดคุยกัน อาจารย์สุพจน์สามารถคุยได้ทุกเรื่อง และเป็นเรื่องที่มีสาระเสมอ และผมจะรู้สึกเหมือนว่าอาจารย์มาช่วยเคาะสนิมในตัวผม ทำให้ผมโล่งและตาสว่างหลายเรื่อง วันหนึ่งได้คุยกับท่านและผมถามท่านว่า สมัยที่ท่านไปดูงานรังสีเทคนิคในต่างประเทศ ท่านมีโอกาสที่จะอยู่อาศัยและทำงานในต่างประเทศได้เลย เพียงแค่ใช้ทุนรัฐบาล และเงินเดือนที่ต่างประเทศก็สูงมากด้วย ทำงานไม่นานก็คุ้มกับเงินที่ชดใช้รัฐบาลแล้ว ท่านฟังจบแล้วก็ยิ้มพร้อมกับตอบว่า "ถ้าจะบีบคั้นหาความสามารถและความดีในตัวผม คงได้เป็นน้ำสักหยดหนึ่งเห็นจะได้ น้ำหยดนี้ ถ้าเราไปหยดในที่ที่ชุ่มชื้นอยู่แล้ว มันคงไม่มีค่าหรือมีความหมายสักเท่าไร เพราะมันชื้นแฉะอยู่แล้ว เหมือนในต่างประเทศที่เข้าพร้อมอยู่แล้ว ตัวผมคงไม่สามารถทำอะไรให้เขาได้มากเท่าไร แต่ถ้าเราเอาหยดน้ำนี้ไปหยดในที่ที่แห้งแล้ง แม้เพียงหยดเดียวก็ดูมีค่ายิ่ง เหมือนประเทศไทยของเรา ที่แห้งแล้งและขาดแคลนอย่างมากในเรื่องรังสี ถ้าผมมาอยู่ตรงนี้ที่ประเทศไทย ผมก็จะช่วยทำประโยชน์ได้มาก"

ถ่ายที่คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่
  ผมฟังอาจารย์สุพจน์พูดจบแล้ว มีความรู้สึกซาบซึ้งจับใจมากอย่างบอกไม่ถูกทีเดียว อาจารย์สุพจน์เปรียบเทียบชนิดเห็นภาพทะลุทะลวงโปร่งตลอดไม่มีอะไรติดขัด และผมก็ไม่อยากจะเก็บความรู้สึกนี้ไว้คนเดียว เรียนอาจารย์สุพจน์ว่าผมขออนุญาตเอาคำพูดที่อาจารย์คุยกับผม มาเขียนในบันทึกประกายรังสีเพื่อให้ชาวเราได้รับทราบด้วย โดยเฉพาะชาวเราในที่แห้งแล้งที่กำลังคิดว่าเรียนมาแทบตายแล้วให้ทำแค่นี้ ซึ่งท่านก็อนุญาต แต่ท่านเตือนว่า ระวังเขาจะหาว่าเรายกตัวเองสูงกว่าผู้อื่น อาจหาญไปสอนเขา ผมหวังว่าชาวเราคงไม่คิดเช่นนั้นนะครับ เพราะเจตนาผมไม่ต้องการเช่นนั้นเลย เพียงแค่พบอะไรดีๆก็เอามาฝากครับ เป็นกำลังใจเล็กๆกับชาวเราที่กำลังหดหู่อยู่ในเวลานี้ครับ


มานัส มงคลสุข