วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554

9th RT Consortium ทำให้ขนลุก

เมื่อวันที่ 10-11 กุมภาพันธ์ 2554 ผมได้เดินทางไปสัมมนาสถาบันผู้ผลิตบัณฑิตรังสีเทคนิค ครั้งที่ 9 (9th RT Consortium) ในฐานะผู้แทนจากมหิดล ซึ่งครั้งนี้ ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพ และได้พาพวกเราขึ้นไปสัมมนาบนดอยแม่ริม ที่ภูอิงฟ้า รีสอร์ท สูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตร 
ลำธารในภูอิงฟ้าหน้าห้องพัก
ดูจากสภาพทั่วๆไปรีสอร์ทน่าจะมีอายุทีเดียว อยู่ใกล้แหล่งผลิตน้ำแร่ออล่า น้ำที่ใช้ในรีสอร์ทก็เป็นน้ำแร่ที่รีสอร์ทผลิตเอง บรรยากาศดีมาก กลางวันสภาพอากาศเย็น-อุ่น-ร้อนนิดๆ(เมื่อมีแสงแดด) แต่ตอนกลางคืนหนาว เช้ามืดประมาณตีห้า อุณหภูมิ 10 องศา ผมได้พาครอบครัวไปด้วย ต่างบอกว่าไม่เสียเที่ยว อาจารย์และเจ้าหน้าที่ที่เชียงใหม่ทุกคนดูแลดีมากๆ สนุกมาก และได้มีโอกาสไปชม  สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ปางช้าง และไหว้พระที่วัดป่าดาราภิรมย์ สัมผัสธรรมชาติ ป่าไม้ ดอกไม้ และอิ่มบุญ  

ส่วนผมเองมีปัญหาเล็กน้อย เพราะวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ต้องตื่นนอนตี 3 เพื่อเดินทางไปสุวรรณภูมิ ขึ้นเครื่อง 6.00 น เดินทางถึงสนามบินเชียงใหม่ 7.00 น แล้วเดินทางต่อไปที่อำเภอแม่ริมด้วยรถยนต์ ถึงภูอิงฟ้า รีสอร์ท 9.00 น ภรรยาและลูกที่มาด้วยเข้าที่พักหลับเลย ส่วนผมเริ่มสัมมนา 9.30 น ถึง 22.30 น (สี่ทุ่มครึ่ง) ง่วงมากเลยครับ


เดินเข้าห้องพัก

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
ไม่บอกก็รู้ว่า ปางช้าง


หน้าเรือนพักหลังแรก
มีเรื่องลุ้นชวนให้ขนลุกและตื่นเต้นอีกเล็กน้อย คือช่วงที่เริ่มสัมมนาจาก 9.30 น. ไปซักหนึ่งชั่วโมง ภรรยาผมซึ่งปกติเป็นคนที่มี sense พิเศษในเรื่องพิศวง โทรศัพท์มาหาและแจ้งว่า ขณะนอนหลับกับลูกชาย ปรากฏว่า ภรรยาผมฝันไปว่า ที่บนเตียงนอนมีผู้ชายมานอนอยู่ด้วย มองไม่เห็นหน้า และเอามือมาจี้ที่เอว ทำให้รู้สึกจั๊กจี๋ ทำให้นอนไม่หลับ ในฝันเหมือนรู้สึกตัว และตะโกนเรียกลูกชายให้ช่วย แต่ลูกชายหลับไม่รู้เรื่องเลย ในฝันภรรยาผมจึงลุกขึ้นแล้วหันไปมองที่เตียง จึงได้รู้ว่ามีผู้ชายมานอนอยู่ด้วย แต่ไม่เห็นหน้า จากนั้น ภรรยาผมสะดุ้งตื่น ปลุกลูกชายแล้ว รีบโทรหาผมทันที ผมทราบเรื่องก็ปลอบใจว่าไม่น่ามีอะไร แต่เพื่อความสบายใจ ย้ายห้องพักดีกว่า ซึ่งทางรีสอร์ทก็จัดการย้ายให้เป็นที่เรียบร้อย ระหว่างย้ายห้องก็พากันไปไหว้ศาลภูมิที่รีสอร์ท และตั้งจิตอธิษฐานว่าไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ และอาจารย์ชัชนกกรุณานำพระมา 1 องค์มอบให้ภรรยาผมเพื่อความอุ่นใจ ต่อจากนั้น ภรรยาและลูกก็นอนหลับต่อไป ผมก็ไปสัมมนาต่อจนเสร็จ ไม่ฝันอีกเลย
เนื้อหาที่คุยกันคราวนี้อยู่ที่ มคอ. 1 หรือ มาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี สาขารังสีเทคนิค ซึ่งเป็นภาคบังคับที่อยู่ในประกาศคณะกรรมการการอุดมศึกษา เรื่อง แนวทางการปฏิบัติตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF) ซึ่งประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 และทุกสถาบันผู้ผลิตบัณฑิตรังสีเทคนิค จะต้องนำ มคอ.1 ไปใช้เป็นหลักในการปรับปรุงหลักสูตรให้เสร็จเพื่อให้สามารถใช้ได้ทันในภาคต้นปีการศึกษา 2555 หลักสูตรของมหิดลก็กำลังอยู่ในกระบวนการปรับปรุงและต้องนำ มคอ.1 นี้มาเป็นแนวทางด้วย ประกอบกับให้สอดคล้องกับสมรรถนะและมาตรฐานวิชาชีพรังสีเทคนิคจาก ก.ช. อีกด้วย
ไหว้พระที่วัดป่าดาราภิรมย์
ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งรอบๆวัดเขียนข้อความว่า
"ทุกคนได้ความแก่เฒ่ามาฟรี แต่คุณค่า ความดีต้องสร้างเอง"
สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

มคอ.1 ที่เราคุยกันจนได้ข้อสรุปเป็นที่แน่นอนแล้วประกอบด้วย
๑. ชื่อสาขา/สาขาวิชา
๒. ชื่อปริญญาและสาขาวิชา
๓. ลักษณะของสาขา/สาขาวิชา
๔. คุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์
๕. มาตรฐานผลการเรียนรู้
๖. องค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
๗. โครงสร้างหลักสูตร
๘. เนื้อหาสาระสำคัญของสาขา/สาขาวิชา
๙. กลยุทธ์การสอนและการประเมินผลการเรียนรู้
๑๐. การทวนสอบมาตรฐานผลการเรียนรู้
๑๑. คุณสมบัติผู้เข้าศึกษาและการเทียบโอนผลการเรียนรู้
๑๒. คณาจารย์และบุคลากรสนับสนุนการเรียนการสอน
๑๓. ทรัพยากรการเรียนการสอนและการจัดการ
๑๔. แนวทางการพัฒนาคณาจารย์
๑๕. การประกันคุณภาพหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน
๑๖. การนำมาตรฐานคุณวุฒิฯ สู่การปฏิบัติ
๑๗. การเผยแพร่หลักสูตรที่มีคุณภาพและมาตรฐานตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯ ซึ่งบันทึกในฐานข้อมูลหลักสูตรเพื่อการเผยแพร่ (Thai Qualifications Register: TQR)
๑๘. รายชื่อและหน่วยงานของคณะกรรมการจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิฯ
๑๙. ภาคผนวก

ซึ่งรายละเอียดทั้งหมด ทุกสถาบันจะได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ หากลำดับเหตุการณ์ (Milestones) ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ได้เป็นดังนี้ครับ
          เมษายน 2553 ครั้งที่ 6 ขอนแก่นเป็นเจ้าภาพ คุยกันเรื่อง มคอ.1 แล้ว ตอนนั้นเราไม่กล้าที่จะรับเป็นที่ปรึกษาของ สกอ. เพื่อทำ มคอ.1  เพราะเรายังไม่แน่ใจว่าจะทำได้ทันหรือไม่ เพราะมีเวลาทำ 6 เดือนหลังจากตกลงกับ สกอ. แล้ว อย่างไรก็ตาม ที่ขอนแก่นเราได้คุยกันจนได้ คุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ Learning Outcome หรือมาตรฐานผลการเรียนรู้ 6 ด้าน
          กรกฎาคม 2553 ครั้งที่ 7 มหิดลเป็นเจ้าภาพ ยืนยันคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ Learning Outcome หรือมาตรฐานผลการเรียนรู้ 6 ด้าน และคุยกันต่อลึกลงไปถึงเนื้อหาขั้นต่ำที่ รังสีวินิจฉัย รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ควรมี เลยไปถึงการพิจารณา Curriculum Mapping ของรายวิชาในแต่ละสาขาด้วยแต่ไม่เสร็จสมบูรณ์
          พฤศจิกายน 2553 ครั้งที่ 8 โรงเรียนรังสีเทคนิค โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นเจ้าภาพคุยกันต่อลึกลงไปถึงเนื้อหาขั้นต่ำที่ รังสีวินิจฉัย รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ควรมี รวมถึงการพิจารณา Curriculum Mapping ของรายวิชาในแต่ละสาขาจนครบถ้วน
          กุมภาพันธ์ 2554 ครั้งที่ 9 เชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ ได้ มคอ.1 ต่อไปก็คงต้องผ่านกระบวนการที่นำไปสู่การประกาศใช้อย่างเป็นทางการโดยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และคงคิดถึงรื่องชวนขนลุกไปอีกนานทีเดียว
          ครั้งที่ 10 นเรศวรเป็นเจ้าภาพครับ ยังไม่กำหนดวันที่แน่นอน แต่คาดว่าจะเป็นช่วงฤดูหนาว


วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

คุณนั่นแหละผิด


(582 ครั้ง)

เราคิดอย่างไรกับคำว่า “ถูก” และ "ผิด”

ที่นี่ประเทศไทย  ตามปกตินิสัยของคนทั่วไปโดยเฉพาะคนไทยไม่ชอบให้ใครมาชี้หน้าว่าด้วยประโยคอมตะ “คุณนั่นแหละผิด” จริงไหม (ทั้งๆที่บางทีตัวเองก็ผิดจริงๆ) คนที่ถูกว่าว่าผิดจะโกรธมากถ้าจิตของเขาไปผูกติดกับสิ่งที่ได้ยินแล้วคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย และคนที่ไม่รู้จักยับยั้งใจและปากไวไปว่าเค้าก็อาจจะอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเจ็บตัวเอาง่ายๆ

ในการประชุมปรึกษาหารือกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กหรือใหญ่ ลองสังเกตว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีใครที่จะกล้าว่าใครผิดชนิดตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อมหรือไม่พูดซะเลย (แต่ลับหลังแล้วไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ชอบไปพูดขยายความแบบตรงไปตรงมาอย่างเมามันกับคนที่สาม แล้วคนที่สามก็ตั้งอกตั้งใจฟังอย่างเมามันและนำไปขยายต่ออย่างสนุกสนาน) มันก็เป็นความน่ารักน่าชังของคนไทยอีกแบบหนึ่งที่คนชาติอื่นไม่ค่อยจะมี ทำให้สังคมไทยไม่ค่อยจะมีการชกต่อยกันในที่ประชุม ถ้าจะมีการว่าใครผิดสักคนหนึ่งแล้วส่วนใหญ่คนที่ว่าจะใช้สำนวนโวหารอ้อมไปอ้อมมาฟังแล้วบางทีคนพูดก็งง คนถูกว่าก็งง สรุปแล้วคนว่าไม่กล้าพูดตรงๆ และคนถูกว่าก็ไม่รู้ว่าถูกว่า บางทีเข้าใจผิดคิดว่าเค้าชมเราเสียอีกด้วย

สมมติใครสักคนโชคร้าย เจอสถานะการณ์ที่มีใครสักคน(ใจถึงมาก)มาชี้หน้าว่าฉอดๆๆๆ ว่า “คุณเป็นคนผิด คุณเลวมาก” นอกจากนั้นยังใช้วาจาหยาบคายไม่รู้จักว่าใครเป็นเด็กใครเป็นผู้ใหญ่กราดใส่เราชนิดไม่ให้ตั้งตัว เราจะทำตัวทำใจอย่างไร เพราะสิ่งที่เกิดกับเรานั้นปานประหนึ่งว่าเราถูก Excited คือถูกกระตุ้นอย่างแรงทันทีทันใด ถ้าจิตของเราผูกติดกับสิ่งที่ได้ยินและปรุงแต่งเร็วจนชิน ความเค้นจะเกิดอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยความเครียด

เหมือนอะตอมถูกกระตุ้นด้วยพลังงานจากภายนอกอะตอม อะตอมก็ตื่นเต้น แต่ธรรมชาติของอะตอมทั่วไปมันจะตื่นเต้นชั่วครู่ประมาณ 1 ส่วนร้อยล้านวินาทีเท่านั้น คือเร็วมากไม่ทันตั้งตัว มันจะกลับสู่ Ground State ทันทีพร้อมคายพลังงานแบบพรวดเดียวออกมา (Spontaneous) 

เมื่อเราตื่นเต้น เค้น และเครียด เราจะเหมือนอะตอมที่ตื่นเต้นไหม?? ถ้าเหมือนเราก็จะตอบโต้ผู้พูดด้วยแสนยานุภาพของเราที่มีอยู่ทั้งหมด ปานประหนึ่งการคายพลังงานของอะตอมแบบพรวดเดียวสู่ Ground State แต่ถ้าเรานิ่งเป็นซื่อบื้ออารมย์ค้าง ปานประหนึ่งอะตอมที่อยู่ใน Meta-stable State คือ อะตอมที่ตื่นเต้นอยู่นานกว่า Spontaneous ประมาณ 1,000 เท่า กรณีนี้ต้องรออีกนาน การคายพลังงานจึงเกิดขึ้นตามหลังความตื่นเต้น เราจะเป็นแบบไหน

อาจารย์ของผมเคยสอนไว้ว่า ถ้าเราเจอกรณีอย่างนี้จง อดทนอดกลั้น (ย้อนกลับไปอ่าน ขันติเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์) ทำใจให้นิ่งเข้าไว้และควบคุมร่างกายของเราให้ได้โดยเฉพาะมือและเท้า (ให้คนที่ว่าเรางงไปเลยและชักระแวงว่า เราคงจะมีไม้เด็ดเล่นงานเค้าแน่ๆ ) ขณะเดียวกันให้มีสติรู้ตัวตลอดเวลาว่าเค้ากำลังว่าเรา (ไม่ใช่ซื่อบื้อไม่รู้ว่าเค้ากำลังว่าเรา) แต่ไม่ให้มีอารมย์คล้อยตามไปกับสิ่งที่เค้ากำลังว่าเรา พิจารณาว่าที่เค้าว่าเราจริงไหม เราทำอย่างที่เค้าว่าเราไหม?? และให้มองคนที่ว่าเราด้วยความเมตตาสงสารและหาทางช่วยเหลือเขา ฟังแล้ว ลองค่อยๆคิดดูว่าวิธีนี้ดีไหม สำหรับผมแล้วผมเห็นด้วยกับวิธีนี้ เพราะอะไร ก็เพราะว่าถูกหรือผิดเป็นของสมมติไม่มีอยู่จริง ไม่ใช่สิ่งที่เราจะเป็นผู้กำหนดได้ เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ต่างคนต่างมุมมองยากที่ทุกคนจะมองเรื่องเดียวกันว่าถูกหรือผิดเหมือนกันหมด

สมัยเรียนหนังสือ อาจารย์ผมเคยเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง ยังพอจำได้ว่า ที่วัดแห่งหนึ่ง ทุกวันพระจะเดินจากกุฏิไปโบสถ์ตามทางเดินเพื่อไปทำวัตร ทางที่เดินไปนั้นมีหอยทากออกมาเดินเต็มไปหมด ขณะที่พระเดินไปตามทางก็จะเหยียบหอยทากตายทุกวัน เณรซึ่งมีหน้าที่ทำความสะอาดบริเวณวัดสังเกตเห็นทุกวัน เณรไม่ต้องการให้พระทำบาปเพราะฆ่าหอยทากและต้องการรักษาชีวิตหอยทากเอาไว้ เณรจึงทำการเก็บหอยทากตามทางเดินโยนข้ามกำแพงวัดไป ซึ่งบริเวณที่ติดกับวัดนั้นเป็นสวนผักของชาวบ้านซึ่งเณรก็ทราบแต่เพราะต้องการให้หอยทากมีชีวิตอยู่จึงต้องทำ

เมื่อหอยทากตกอยู่ในสวนผักของชาวบ้าน หอยทากก็มีชีวิตต่อไปอย่างอุดมสมบูรณ์ด้วยการกินผักที่ชาวบ้านปลูกไว้เป็นอาหาร ทำให้ผักของชาวบ้านเสียหายสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ชาวบ้านเมื่อทราบเรื่องก็โกรธและทะเลาะกับเณร และเถียงกันรุนแรง ในที่สุดชาวบ้านก็จับหอยทากโยนข้ามกำแพงวัดกลับเข้าไปในวัดอีก เหตุการณ์ดำเนินต่อไปในลักษณะที่มีการโยนหอยทากกลับไปกลับมา


เจ้าอาวาสทราบเรื่อง ก็เรียกเณรและชาวบ้านมาเพื่อเจรจาสงบศึก เจ้าอาวาสถามเณรว่าเรื่องเป็นอย่างไร เณรก็เล่าให้ฟัง เจ้าอาวาสจึงหันไปถามที่ปรึกษาว่าเณรผิดไหม ที่ปรึกษาก็บอกว่า “เณรทำถูก” เจ้าอาวาสจึงถามชาวบ้านว่าเรื่องเป็นอย่างไร ชาวบ้านก็เล่าให้ฟัง เจ้าอาวาสก็ถามที่ปรึกษาว่าชาวบ้านผิดไหม ที่ปรึกษาบอกว่า “เออชาวบ้านก็ถูก”

ท่านคิดว่าเรื่องนี้ใครผิดใครถูก เชื่อว่าแต่ละคนจะมีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน แต่ละคนก็จะมีเหตุผลของตัวเองบนพื้นฐานที่แตกต่างกัน เรื่องแบบนี้ไม่เหมือนโจทย์ทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ที่ถามว่า (2x3)+(5-2) มีค่าเท่าไร ถ้าใครตอบว่ามีค่าเท่ากับ 9 ก็ถูก และถ้าใครตอบเป็นค่าอื่นก็ผิด เรื่องทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์มีการกำหนดกฏเกณฑ์เงื่อนไขไว้ชัดเจนว่าอย่างไรผิดอย่างไรถูก แต่เรื่องที่เกี่ยวกับแง่มุมความผิดถูกของคนเป็นเรื่องยากกว่าอย่างมาก หากถามว่าการฆ่าคนมีความผิดต้องได้รับโทษจำคุกไหม คำตอบคือบางกรณีก็มีความผิดดังว่า เช่น ผู้ร้ายฆ่าเจ้าทรัพย์เพื่อชิงทรัพย์ แต่บางกรณีผู้ที่ฆ่าคนตายเป็นฮีโร่ เช่นที่หน่วยคอมมานโดบุกเข้าช่วยตัวประกันที่โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีเมื่อพ.ศ. 2543 ซึ่งถูก "ก็อดอาร์มี่" ยึดไว้ และฆ่าผู้ร้ายตายหมดเลยเป็นต้น

ทำไมในสภาผู้แทนราษฎรจึงต้องตัดสินการออกกฎหมายด้วยการใช้เสียงข้างมาก ก็เพราะเงื่อนไขของความถูกผิดหรือความเหมาะสมไม่ชัดเจนนั่นเอง เสียงส่วนน้อยอาจจะถูกในขณะที่เสียงข้างมากที่ตัดสินให้ออกกฎหมายไปบังคับใช้กับประชาชนทั้งประเทศอาจจะผิดก็ได้ บางทีปัญหาหนึ่ง อาจมีหลายคำตอบที่ถูกทุกคำตอบก็ได้ ตัวอย่างเช่น


“ถ้าให้เงินชาวเรา 10 บาท ซื้อกล้วยปิ้ง 3 บาท แม่ค้าจะทอนให้กี่บาท???” คำตอบอาจเป็น
     ก.)ศูนย์บาท (ไม่ต้องทอน) ถ้าเราให้เหรียญบาท 3 อัน
     ข.)หรือสองบาท ถ้าเราใช้เหรียญห้าบาทซื้อกล้วย
     ค.)หรือเจ็ดบาท ถ้าเราใช้เหรียญสิบบาทซื้อกล้วย
     ง.)หรือหนึ่งบาท ถ้าเราใช้เหรียญสองบาท 2 อัน
สรุปว่า เมื่อเราเจอปัญหาหรือเกิดความขัดแย้ง แต่ละคนอาจจะมีคำตอบหรือทางออกของปัญหานั้นๆไม่เหมือนกัน ขึ้นกับเงื่อนไขข้อกำหนดพื้นฐานและกระบวนการหาคำตอบหรือทางออก ซึ่งคำตอบหรือทางออกที่หลากหลายนั้นมันอาจจะไม่มีอันไหนผิดเลยหรือไม่ผิดเลยก็ได้ ฉะนั้น เราจึงไม่ควรตัดสินว่าใครผิดใครถูก ไม่ควรที่จะไปว่าคนอื่นเขาว่า "คิดงี้ได้ไงวะ? ปัญญาอ่อนหรือเปล่าวะ?" เราควรเคารพความเห็นของผู้อื่นนะครับ แต่ต้องเป็นความเห็นและการกระทำที่ไม่เกินขอบเขตกฎหมายและศีลธรรม

ในท่ามกลางความขัดแย้งของคนในสังคม เกิดจากความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน เกิดจากความคิดเห็นที่รู้สึกว่าเราถูกเอาเปรียบ ถูกเบียดเบียน หรือความขัดแย้งเรื่องส่วนตัวของชาวเราทุกคน เป็นต้น เมื่อฝ่ายหนึ่งเกิดอุปาทานหรือมีความเชื่อว่าตัวเองถูก ก็มีแนวโน้มที่จะขีดเส้นแบ่งและมองฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายที่คิดไม่เหมือนเราว่าผิด หรือถึงขั้นฟันธงเลยว่าผิด ด้วยมีอคติในใจซึ่งอาจบดบังความเป็นจริง....มันเป็นเช่นนี้ต้องระวัง

ในชีวิตประจำวันเราจะพบเรื่องแบบนี้บ่อยมากเพราะเราจะต้องมีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมวิชาชีพในหลายทาง หรือแม้แต่คนที่บ้านเราในครอบครัวของเราก็หนีเรื่องนี้ไม่พ้นเช่นกัน จึงเขียนเรื่องความถูกผิดไว้เพื่อเป็นการจุดประกายความคิด เป็นจุดตั้งต้นหรือต่อยอดของแนวคิดในเรื่องนี้ ให้ได้คิดต่อไปครับ

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ส่งบัณฑิตรังสีเทคนิคขึ้นฝั่ง ๒๕๕๓


ดวงอาทิตย์ส่องแสงแรงกล้า        พุ่งผ่านปัทมาบนน้ำใส
ทั้งที่ตูมแต่มองเห็นเด่นภายใน                     แปลกฤทัยใยแสงจึงแรงนัก
ดุจรังสีสาดส่องกายา                     ผ่านออกมาภายในจึ่งประจักษ์
ธรรมชาติลิขิตไว้ประหลาดนัก                   ให้ทายทักโรคได้สบายเอย

          “เอกซเรย์ถูกค้นพบโดยศาสตราจารย์เรินท์เกน (Wilhelm Conrad Roentgen) แห่งสถาบันฟิสิกส์ มหาวิทยาลัย Wurgburg ประเทศเยอรมัน เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1895 เวลาบ่าย” เป็นข้อความที่ผมต้องกล่าวถึงเสมอ เมื่อเวลาที่สอนนักศึกษารังสีเทคนิค เพื่อให้ระลึกเสมอว่า วันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของศาสตร์ทางด้านรังสีวิทยา เนื่องจากเรินท์เกนนำเอกซเรย์ไปถ่ายภาพมือของ Bertha ซึ่งเป็นภรรยาของเขาเอง ทำให้เกิดภาพเอกซเรย์ภาพแรกของโลกในวันนั้น

อีกข้อความหนึ่งที่ผมจะกล่าวตามมาเสมอ คือ “ข้าพเจ้าไม่ชอบเดินตามถนนใหญ่ที่ผู้คนใช้กันมากๆ ข้าพเจ้าชอบปีนป่ายหน้าผา บุกป่าฝ่าหนาม ถ้าข้าพเจ้าหายไป อย่าไปตามหาตามถนนใหญ่” ซึ่งเป็นคำกล่าวของเรินท์เกนหลังจากได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์คนแรกของโลก เมื่อ ค.ศ. 1901
เมื่อเวลาผ่านไป เอกซเรย์ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ได้แสดงออกให้เห็นถึงพลังอำนาจในเชิงสร้างสรรค์อย่างยิ่งยวด เอกซเรย์สามารถช่วยพยุงชีวิตของผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่มีการแยกชั้นวรรณะ ไม่ว่าใคร เด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย จะยากดีมีจนขนาดไหน จะเป็นคนดีหรือคนร้าย หรือแม้แต่สัตว์ ก็ไม่สามารถต้านทานพลังอำนาจในเชิงสร้างสรรค์ในการทะลุผ่านเข้าไปข้างในของมันได้ ความลับทางรังสีเชิงกายวิภาคศาสตร์ ที่อยู่ภายในร่างกายของเขาเหล่านั้น จึงถูกเปิดเผยออกมา มิใช่เพื่อดูเล่นสนุกๆหรือล้วงความลับอะไร แต่เพื่อประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคและรักษาโรค พลังอำนาจของเอกซเรย์เฉกเช่นนี้ มีมาช้านานแล้ว อาจจะนับได้ตั้งแต่ยุคกำเนิดจักรวาล แต่มนุษย์เพิ่งรู้จักเอกซเรย์เมื่อประมาณ 115 ปีมานี้เอง
Video Clip ความเห็นของว่าที่บัณฑิตรังสีเทคนิคปีการศึกษา 2553
 ที่มีต่อการเรียนรังสีเทคนิค

นักศึกษารังสีเทคนิค ที่กำลังจะสำเร็จเป็นบัณฑิตรังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งผ่านการเรียนรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยรวม 4 ปีเต็ม ทุกคนต่างได้รับการประสิทธิ์ประสาทความรู้ความสามารถ ทั้งวิทยาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ ฯลฯ ทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ตามสมรรถนะและมาตรฐานวิชาชีพรังสีเทคนิคอย่างสมภาคภูมิ จากสถาบันที่เป็นผู้ผลิตนักรังสีเทคนิคแห่งแรกของประเทศไทย นับแต่นี้เป็นต้นไป นักศึกษาที่กำลังจะกลายเป็นบัณฑิตรังสีเทคนิคทุกคน พร้อมที่จะออกไปรับใช้สังคมอย่างเต็มกำลังความสามารถ และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกคน จะมีหัวใจที่ยึดมั่นในความดี เสียสละ ใฝ่รู้ และอดทน ดุจดังเอกซเรย์ที่ยังคงมีพลังอำนาจที่ไม่เคยเปลี่ยนแปร และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป ตราบนานเท่านาน
รศ.มานัส มงคลสุข
หัวหน้าภาควิชารังสีเทคนิค