วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

50 ปีรังสีเทคนิคมหิดล ตอนที่ 1

     
     พ.ศ. 2558 เป็นปีที่ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ก่อตั้งมาครบ 50 ปีพอดิบพอดี ในฐานะที่ได้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนรังสีเทคนิคและเป็นผู้บริหารตั้งแต่ พ.ศ. 2523 ขอถือโอกาสนี้บันทึกร่องรอยกำเนิดและการเดินทางของภาควิชารังสีเทคนิค เพื่อให้ผู้สนใจได้ทราบความเป็นมาของภาควิชารังสีเทคนิค และวิชาชีพรังสีเทคนิค เนื้อหาส่วนใหญ่ เรียบเรียงขึ้นโดยใช้ข้อมูลที่มีแหล่งอ้างอิงเป็นเอกสาร บางส่วนได้จากคำบอกเล่าของอาจารย์อวุโสที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว รวมถึงศิษย์เก่าอวุโส ร่องรอยเหล่านี้ถูกบันทึกไว้หลายครั้งแต่กระจัดกระจาย ต่อมาเมื่อพุทธศักราช 2550 ผมได้รวบรวมขึ้นใหม่และตรวจสอบข้อมูลให้สามารถอ้างอิงได้ เขื่อถือได้ และเขียนไว้ในรายงานประจำปีของภาควิชา ต่อจากนั้นได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาทุกปีเพื่อให้ข้อมูลมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

     พุทธศักราช 2441
     พระยาบำบัดสรรพโรค  นายแพทย์ใหญ่กองลหุโทษได้สั่งเครื่องเอกซเรย์เครื่องแรกเข้ามาในประเทศไทย  ในครั้งกระนั้นผู้ช่วยแพทย์ในการทำงานด้านเอกซเรย์ก็ได้อาศัยพยาบาลเป็นส่วนใหญ่โดยมีแพทย์เป็นผู้ฝึกหัดให้  ซึ่งก็ทำกันไปได้เนื่องจากงานยังมีไม่มากนัก  ต่อมาการใช้เครื่องเอกซเรย์เริ่มแพร่หลายและเริ่มมีบทบาทสำคัญต่อการวินิจฉัยและรักษาโรคมากขึ้น  เครื่องมือสำหรับใช้งานทั้งทางด้านรังสีวินิจฉัย  รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์  ถูกทยอยสั่งเข้ามาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ 

     พุทธศักราช 2505 การสำรวจของ WHO
นายแพทย์สุพจน์ อ่างแก้ว
ผู้อำนวยการโรงเรียนรังสีเทคนิค
     องค์การอนามัยโลกได้ส่ง Mr.D.R.E. Ernborg  ผู้ชำนาญทางเอกซเรย์เข้ามาสำรวจในประเทศไทย  ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม พ.. 2505  ถึงวันที่ 4 กันยายน พ.. 2506  พบว่าในขณะนั้นประเทศไทยมีเครื่องเอกซเรย์ใช้มากกว่า 500 เครื่อง  แต่ยังไม่มีบุคลากรที่ได้รับการอบรมเฉพาะด้านรังสีเอกซ์เลย  จึงได้รายงานไว้ในรายงาน  WHO SEA/RAD/11 ว่า ควรจะได้มีการจัดตั้งโรงเรียนอบรมพนักงานวิทยาศาสตร์ในสาขารังสีเอกซ์ขึ้น  ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็ได้เสนอรายงานนี้ให้กับรัฐบาลไทย  รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นสมควรให้มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ดำเนินการ  โดยผ่านทางกระทรวงสาธารณสุข  ศาสตราจารย์นายแพทย์ อำนวย  เสมรสุต  หัวหน้าภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลในขณะนั้นได้ปรึกษากับศาสตราจารย์นายแพทย์วีกูล  วีรานุวัตติ์   คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์เห็นพ้องว่า  ควรทำเป็นโครงการร่วมระหว่างภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและคณะเทคนิคการแพทย์เพื่อจัดตั้งโรงเรียนรังสีเทคนิคขึ้น  โดยจัดให้มีการเรียนการสอนที่คณะเทคนิคการแพทย์   ส่วนสถานที่ฝึกปฏิบัติงานให้ดำเนินการในภาควิชารังสีวิทยา  จากนั้นจึงได้เสนอเรื่องไปทางมหาวิทยาลัย  และสภาการศึกษาแห่งชาติ  (ปัจจุบันคือคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติตามลำดับและได้รับอนุมัติให้ดำเนินการได้  ทางภาควิชารังสีวิทยาได้แต่งตั้งให้นายแพทย์สุพจน์   อ่างแก้ว  เป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้  พร้อมกันนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลกในโครงการ  Thailand project  71  โดยให้ทุนนายแพทย์สุพจน์  อ่างแก้ว  ไปดูงานด้านการจัดตั้งโรงเรียนในประเทศอังกฤษ

     พุทธศักราช 2508 ตั้งโรงเรียนรังสีเทคนิค
Mr Gordon W. Ward
ที่ปรึกษาจาก WHO
     โรงเรียนรังสีเทคนิค  เริ่มจัดตั้งขึ้นในเดือนมกราคม โดยขึ้นกับสำนักงานเลขานุการคณะเทคนิคการแพทย์  ซึ่งนับได้ว่าเป็นโรงเรียนรังสีเทคนิคแห่งแรกในประเทศไทย  ในการดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนองค์การอนามัยโลกได้ส่ง  Mr Gordon W. Ward  ผู้เชี่ยวชาญทาง radiography  มาเป็นที่ปรึกษา  พร้อมทั้งส่งอุปกรณ์ในการสอนมาให้จำนวนหนึ่ง  นักเรียนรุ่นแรกๆ มาจากนักศึกษาเทคนิคการแพทย์ซึ่งเรียนจบชั้นปีที่ 2 จากคณะวิทยาศาสตร์  และสมัครใจมาเรียนต่อชั้นปีที่ 3 และปีที่ในสาขารังสีเทคนิค  สถานที่เรียนในตอนนั้นกระจัดกระจายอยู่ตามตึกต่างๆ ภายในโรงพยาบาลศิริราชยังไม่มีสถานที่เรียนถาวรเช่นปัจจุบัน  โดยมีอาจารย์ประจำก็คือ  อาจารย์นายแพทย์สุพจน์  อ่างแก้ว  และอาจารย์มาลี  แปลกลำยอง  ส่วนอาจารย์พิเศษก็ได้คณาจารย์จากภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาช่วยสอนหลายท่านด้วยกัน  โดยหลักสูตรที่ใช้สอนนั้นเป็นหลักสูตรซึ่งได้ดัดแปลงมาจากหลักสูตรของประเทศอังกฤษ

     พุทธศักราช 2510 บัณฑิตรังสีเทคนิค รุ่นที่ 1
     
บัณฑิตรังสีเทคนิคมหิดล รุ่นที่ 1 จำนวน 11 คน นับเป็นบัณฑิตรังสีเทคนิครุ่นแรกของไทย

     โรงเรียนรังสีเทคนิคสามารถผลิตบัณฑิตปริญญาตรีรังสีเทคนิครุ่นแรกได้จำนวน 11 คน  และอนุปริญญารังสีเทคนิคอีก 2 คน(เนื่องจากในขณะนั้นผู้ที่สอบได้คะแนนในแต่ละวิชาไม่ถึง 70% ในชั้นปีที่ 3 จะไม่มีสิทธิ์เรียนต่อชั้นปีที่ต้องไปทำงานอีก 1 ปีจึงมาเรียนต่อได้หรือมิฉะนั้นก็ได้รับอนุปริญญาชื่อปริญญาที่ได้รับคือวิทยาศาสตรบัณฑิตเทคนิคการแพทย์ (รังสีเทคนิค)” ชื่อย่อคือวท..เทคนิคการแพทย์ (รังสีเทคนิค)”  ชื่อภาษาอังกฤษใช้ “Bachelor of Science in Radiological Technology”  ตัวย่อ “B.Sc. (Radiological Technology)” ซึ่งต่อมาในปี พ.. 2525  ได้เปลี่ยนเป็นวิทยาศาสตร์บัณฑิต (รังสีเทคนิค)” ตัวย่อวท..(รังสีเทคนิค)” และภาษาอังกฤษใช้ว่า “Bachelor of Science (Radiological Technology)”  ตัวย่อ “B.Sc. (Radiol. Tech.)” เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น  อีกทั้งในปี พ.. 2510 นี้  เป็นปีแรกที่สาขาวิชารังสีเทคนิค ได้รับการบรรจุเป็นอีกสาขาหนึ่งที่ผู้จะสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย สามารถเลือกสอบเข้าได้เลย  โดยไม่ต้องผ่านการสอบเข้าสาขาเทคนิคการแพทย์และเลือกเรียนสาขาวิชารังสีเทคนิคในชั้นปีที่ 3 อย่างแต่ก่อน




     พุทธศักราช 2513
     ทางคณะเทคนิคการแพทย์ยกเลิกหลักสูตรอนุปริญญาทั้งหมด คงมีแต่ปริญญาตรีเท่านั้น  และในปีนี้เอง  โรงเรียนรังสีเทคนิคได้รับความเอื้อเฟื้อจากภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์  ศิริราชพยาบาล ให้ใช้สถานที่ของตึก 72 ปี ชั้น 6 บางส่วนเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนคือ มีห้องเรียน ห้องทำงานของอาจารย์และฝ่ายธุรการ ทำให้ดูเป็นสัดเป็นส่วนขึ้น

     พุทธศักราช 2514 รังสีเทคนิค 2 ปี
     โรงเรียนรังสีเทคนิคเปิดหลักสูตรพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ (รังสีเทคนิค) ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง  ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อปี พ.. 2511 สภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (ปัจจุบันคือ คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ปรึกษาและเห็นว่าคณะเทคนิคการแพทย์มีความสามารถพอที่จะอบรมพนักงานวิทยาศาสตร์จัตวาเพิ่มขึ้นได้อีกระดับหนึ่ง  ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของชาติ  และเพื่อสนองความต้องการของรัฐที่ต้องการให้โรงพยาบาลส่วนภูมิภาคทุกแห่งมีพนักงานวิทยาศาสตร์ทั้งในห้องปฏิบัติการชันสูตรและห้องเอกซเรย์ของโรงพยาบาล  ดังนั้นโรงเรียนรังสีเทคนิคก็เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการนี้ด้วย  ผู้ที่เข้ารับการศึกษาตามหลักสูตรนี้  ส่วนหนึ่งได้รับการคัดเลือกโดยกรมการแพทย์จากผู้สำเร็จชั้น ม.. 5 (.6 ปัจจุบันของโรงพยาบาลที่ขาดแคลนพนักงานวิทยาศาสตร์  ซึ่งเมื่อสำเร็จแล้วต้องกลับไปปฏิบัติราชการตามสัญญาที่ได้ทำผูกพันไว้กับเจ้าสังกัดเดิม  อีกส่วนหนึ่งรับคัดเลือกจากบุคคลภายนอกเพื่อผลิตให้แก่โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียง  และก็เช่นเดียวกันนักศึกษาประเภทนี้เมื่อสำเร็จแล้วต้องเข้ารับราชการตามความต้องการของมหาวิทยาลัยมหิดล  เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่าของระยะเวลาการศึกษา  หลักสูตรนี้ใช้เวลาในการศึกษา 2 ปี  จำนวนนักศึกษาที่รับปีละ 20 คน  อย่างไรก็ตามโรงเรียนรังสีเทคนิคผลิตพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ (รังสีเทคนิค) ได้เพียง 3 รุ่น คือ ระหว่างปีพ.. 2516-2518 ก็ล้มเลิกโครงการ  รวมพนักงานวิทยาศาสตร์ที่สำเร็จการศึกษาทั้งหมด 46 คน

     พุทธสักราช 2519 ไฟไหม้ตึก
   เป็นปีที่ตึกคณะเทคนิคการแพทย์ประสบอัคคีภัยเสียหายเกือบทั้งหลังประจวบกับสถานที่ตั้งของโรงเรียนรังสีเทคนิคที่ตึก 72 ปี ชั้นจะมีการขยับขยายเป็นหอพักผู้ป่วยทางรังสีรักษา  โรงเรียนฯ จึงได้ย้ายมารวมอยู่กับห้องปฏิบัติการกลางของภาควิชาเคมีคลินิค คณะเทคนิคฯ  ที่ตึกตรวจผู้ป่วยนอกเก่า ชั้น 3 ของโรงพยาบาลศิริราช

     พุทธศักราช 2520 เครื่องเอกซเรย์เครื่องแรก
    โรงเรียนรังสีเทคนิคได้รับงบประมาณจัดซื้อครุภัณฑ์ที่สำคัญมากรายการหนึ่งคือ เครื่องเอกซเรย์วินิจฉัย 1 เครื่อง  เป็นจำนวนเงิน 600,000 บาท  นับเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยพัฒนาคุณภาพในด้านการเรียนการสอน รวมถึงการขยายขีดความสามารถในด้านการวิจัยของอาจารย์และงานด้านบริการของโรงเรียนให้เพิ่มมากกว่าแต่เดิมหลายเท่า

     พุทธศักราช 2522 
     จากโรงเรียนเป็นภาควิชา
นายแพทย์สุพจน์ อ่างแก้ว
หัวหน้าภาควิชาท่านแรก
     ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเสริฐ  ทองเจริญ  คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์  ซึ่งดำรงตำแหน่งต่อจากศาสตราจารย์นายแพทย์วีกูล  วีรานุวัตติ์  ได้ปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการของคณะเทคนิคการแพทย์ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับโรงเรียนรังสีเทคนิคคือ ได้แยกโรงเรียนรังสีเทคนิคออกจากสำนักงานเลขานุการ และจัดตั้งขึ้นเป็นภาควิชารังสีเทคนิค (ราชกิจจานุเบกษา พิเศษ หน้า ๔ เล่ม ๙๖ ตอนที่ ๑๔๑ วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๒๒)
     หัวหน้าภาควิชารังสีเทคนิคท่านแรก     หลังจากโรงเรียนรังสีเทคนิคเปลี่ยนมาเป็นภาควิชารังสีเทคนิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สุพจน์ อ่างแก้ว ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนรังสีเทคนิค ก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าภาควิชารังสีเทคนิคตั้งแต่นั้นมา จนท่านเกษียณอายุราชการในปี พ.. 2531

Related Links:
50 ปีรังสีเทคนิคมหิดล ตอนที่ 2
ตราอันทรงเกียรติของหัวหน้าภาควิชารังสีเทคนิค 

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รำลึก 10 ปีสึนามิกับรังสีเทคนิคไทย



(190 ครั้ง)
   สุดยอดภัยพิบัติอันดับ 2 ของโลก

     เมื่อ 10 ปีที่แล้วเช้าวันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2547 ถัดจากวันคริสต์มาส วันนั้นผมอยู่ที่บ้านไม้เล็กๆสองชั้น ริมคลอง แถวสี่แยกบ้านแขก กรุงเทพฯ ตื่นแต่เช้าประมาณ 7-8 น. เข้าครัวชงกาแฟ ระหว่างนั้นรู้สึกงงๆบ้านไหวเหมือนรถบันทุกหนักวิ่งผ่านหน้าบ้าน (แต่ไม่มีรถบันทุกหนักวิ่งผ่านมา) ทีแรกก็แปลกใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้คิดถึงแผ่นดินไหวเลย พอถือถ้วยกาแฟมานั่งรับประทานกับซาลาเปาหมูสับของโปรดและดูโทรทัศน์ไปด้วย จึงได้ทราบว่าเกิดแผ่นดินไหวความรุนแรงประมาณ 9.0 ริกเตอร์ ศูนย์กลางอยู่ที่ตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดเนเซีย ผู้รายงานข่าวทางโทรทัศน์ก็ยังมีสีหน้าเรียบเฉย เวลาผ่านไปประมาณชั่วโมงครึ่ง ผู้รายงานข่าวทางโทรทัศน์เริ่มมีสีหน้าแปลกๆและรายงานแบบตื่นเต้นว่า มีน้ำทะเลเอ่อหนุนสูงอย่างเร็วเข้าท่วมบริเวณชายฝั่งทะเลที่ภูเก็ต พังงา ตอนนั้นยังไม่ได้ยินคำว่าสึนามิ สักพักเริ่มรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ในใจผมคิดว่าไหงมันเป็นอย่างนั้น พอตกตอนบ่ายก็เริ่มมีข่าวสถานการณ์ในพื้นที่ที่เกิดเหตุตลอดเวลา และก็เป็นอย่างที่ชาวเราทราบดีแล้ว นับเป็นโชคดีของประเทศไทยที่มีตอนบนของเกาะสุมาตราบังคลื่นสึนามิไว้บ้าง ทำให้มันสูญเสียพลังงานลงไปกว่าจะมาถึงไทย
เมื่อพูดถึงคลื่นสึนามิครั้งนั้น ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเกิดจากรอยต่อแผ่นดินที่อยู่ใต้มหาสมุทรอินเดียขยับตัวแรงมาก ทำให้เกิดคลื่นน้ำที่มีพลังงานมหาศาลแผ่ออกไปจากศูนย์กลาง เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก (>500km/hr) เมื่ออยู่ในน้ำลึกความยาวคลื่นยาวมาก (ระยะระหว่างสันคลื่นถึงสันคลื่นถัดกัน) และ amplitude ต่ำ สังเกตเห็นได้ว่าคลื่นเดินทางจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว ถึงชายฝั่งพังงา ภูเก็ต กระบี่ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่เมื่อเคลื่อนที่มาถึงชายฝั่ง มันจะมีความเร็วลดลงมาก ความยาวคลื่นก็จะลดลง แต่ในทางตรงกันข้าง amplitude จะสูงขึ้น ตรงนี้เองที่พี่น้องของเราเห็นกับตา น้ำทะเลมันล้นขึ้นมาบนชายฝั่งด้วยความเร็วพอประมาณในระดับที่สูงกว่าระดับปกติ 5-10 เมตร ฉะนั้นชายฝั่งจึงถูกน้ำทะเลกวาดเรียบ พี่น้องเราจึงเสียชีวิตจำนวนมากมายและอย่างไม่ทันตั้งตัวเลย เป็นธรณีพิบัติภัยครั้งร้ายแรงที่สุดที่พี่น้องชาวไทยเคยประสบมา รวมแล้วเสียชีวิตประมาณ 230,000 คน (เฉพาะในประเทศไทยประมาณ 6,000 คน) มูลค่าความเสียหายรวมทุกประเทศที่ได้รับผลกระทบประมาณล้านล้านบาท ตอนนี้ มีการนำเหตุการณ์นี้ไปสร้างเป็นภาพยนต์ จะมีผลกระทบทางจิตใจกับผู้คนที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ต้องดูกันไป ผมเชื่อว่ามีอย่างแน่นอน  


คลิปซึ่งเผยแพร่ในเว้ปไซด์สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทยเมื่อ มกราคม 2548

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมรู้สึกภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย เพราะสัมผัสได้ถึงน้ำใจของคนไทย ที่ไหลไปซับน้ำตาพี่น้องที่ประสบภัย ชนิดที่ผู้คนทั่วโลกทึ่งและชื่นชอบ 

เป็นห่วงชาวเรา นักรังสีเทคนิค รวมทั้งทีมแพทย์ พยาบาล และอีหลายๆทีม ที่ต้องทำหน้าที่ในพื้นที่ประสบภัยในวันเกิดเหตุ ผมคิดว่าวันนั้นชาวเราที่ทำหน้าที่อยู่ต้องเจองานหนักแน่ เพราะจะมีคนเจ็บและผู้เสียชีวิต เข้ามาเอกซเรย์จำนวนมากพร้อมกันในเวลาเดียวกัน และก็จริงตามคำบอกเล่าของชาวเราในพื้นที่ภัยพิบัติว่าหนักหนาสาหัสอย่างยิ่งยวด ในตอนนั้นก็ได้แต่ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ชาวเราเข้มแข็งไว้ ทำหน้าที่ให้เต็มที่ ถึงแม้จะไม่มีใครพูดถึงส่วนนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ก็ขอให้ทราบว่าพวกเราพอรู้ว่าเป็นอย่างไร 
คนที่ 1,3,4 จากซ้าย คือนักรังสีเทคนิค
ส่วนหนึ่งที่ทุ่มเททำงานในช่วงเวลามหาวิกฤติสึนามิ 
และได้มาเล่าให้ชาวเราฟังในการประชุมวิชาการ
ประจำปีของสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย
เมื่อ พ.ศ. 2548

     มองในอีกแง่หนึ่ง มันเหมือนเป็น Act of God ที่บันดาลให้เกิดห้องปฏิบัติการจริงๆขนาดใหญ่ ที่ให้ แพทย์ พยาบาล นักรังสีเทคนิคและทีมอื่นๆ ได้มีโอกาสฝึกภาคปฏิบัติที่หาไม่ได้ง่ายๆ เราจะรับมือกับเหตุฉุกเฉินขนาดใหญ่อย่างนี้อย่างไร มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากเหลือเกินที่เกิดขึ้นกับชาวเราที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น แม้ว่าจะเศร้าสลดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงใดก็ตาม 

     อยากจะบอกชาวเราที่ทำหน้าที่ในเหตุการณ์วันนั้นว่าพวกท่านคือ hero ของผม แม้เวลาจะผ่านมา 10 ปีแล้ว แต่เหมือนเพิ่งผ่านไปหยกๆ....ใช่ว่าผมจะยึดติดอดีต แต่อดีตเป็นครูที่ดีของเราเสมอครับ

Related Links:
ผลกระทบแผ่นดินไหวต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง


(210ครั้ง)
     มีท่านผู้รู้กล่าวไว้ทำนองว่า 
การพูดหรือการสื่อสารให้คนฟังหรือคนรับสารรู้และเข้าใจอย่างที่เราต้องการ ปัจจัยสำคัญที่สุดอยู่ที่คนฟัง ไม่ใช่อยู่ที่คนพูด” 
ผมได้ยินเรื่องนี้เมื่อ พ.ศ. 2536 ตอนไปเป็นนักศึกษาหลักสูตรเตรียมผู้บริหารรัฐกิจ (หลักสูตร 3 เดือน) ของมหาวิทยาลัยมหิดล มีอาจารย์ระดับเทพของประเทศในด้าน บริหาร การปกครอง การเงินการคลัง กฎหมาย จิตวิทยา ฯลฯ ไม่ต่ำกว่า 20 ท่านมาสอน อาจารย์ท่านหนึ่งพูดไว้ตามที่กล่าวข้างต้น แรกๆที่ได้ฟังรู้สึกงงๆครับ และใจก็คัดค้านว่า จะเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ฟังจะสำคัญที่สุด มันน่าจะเป็นผู้พูดที่สำคัญที่สุด เพราะ ถ้าผู้พูดเตรียมตัวมาอย่างดีก็ต้องพูดให้คนฟังรู้และเข้าใจได้ แล้วผมก็แสดงความเห็นทำนองโต้แย้งให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ท่านได้กรุณาขยายความว่า ถ้าคนฟังหรือคนรับสารไม่สนใจ ต่อให้เตรียมตัวดีอย่างไรเขาก็จะมีอาการ ได้ยินแต่ไม่ฟัง หรือ ฟังไปงั้นๆแล้วอาจารย์ก็ยกตัวอย่างให้พวกเราได้ทำความเข้าใจเรื่องนี้ อาจารย์เน้นว่าก่อนพูดต้อง ศึกษาคนฟังหรือคนรับสารให้ดี
     เวลาผ่านไป ด้วยลักษณะงานของผมคือ ต้องพูด ต้องสอน ต้องวิจัย ต้องโน่นนี่นั่นเยอะมาก จึงได้มีโอกาสได้ใช้แนวทางที่อาจารย์แนะนำไว้ข้างต้นเป็นเวลาร่วม 20 ปี ดังนั้น ในเวลาที่พูดคุยกัน lecture หรือพูดในที่ประชุมทุกที่ ผมสังเกตเห็นว่า...คนร่วมวงสนทนา คนฟัง มีอาการตอบสนองต่างกันหลายแบบ น่าจะสรุปได้ 5 แบบ คือ
A)…บางคนได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง (ignoring) ... ประเภทนี้บอดสนิทจะไม่รู้เรื่องในสิ่งที่พูดเลย ไม่รู้ว่าผู้พูดพูดเรื่องอะไรด้วยซ้ำ
B)…บางคนเกรงใจเลยแกล้งทำเป็นฟังไปงั้นๆ (pretending)...ประเภทนี้มีเยอะครับ เป็นประเภทพอจะรู้ว่าพูดเรื่องอะไร แต่อย่าถามรายละเอียดที่พูด เพราะเขาจะตอบไม่ได้ คือไม่รู้รายละเอียดของเรื่องที่พูด เค้าฟังแบบรักษามารยาท
C)…บางคนฟังมั่งไม่ฟังมั่ง คือเลือกฟังเฉพาะที่อยากได้ยิน (selective listening)...ประเภทนี้มีไม่น้อยเช่นกัน เป็นประเภทรู้ว่าพูดเรื่องอะไร แต่รู้รายละเอียดไม่ครบถ้วน เป็นความรู้แบบ ครึ่งๆกลางๆ เพราะเลือกฟัง
D)…บางคนตั้งใจฟังมากและฟังด้วยสมอง (attentive listening)...ประเภทนี้ฟังรู้เรื่องครบถ้วนและคิดตาม เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง
E)…บางคนฟังแบบว่าอยากเข้าใจความรู้สึก คือฟังด้วยหัวใจ (empathic listening)...ประเภทนี้ฟังรู้เรื่องครบถ้วน คิดตาม เข้าใจเรื่อง และเข้าถึงความรู้สึกของผู้พูด
เมื่อก่อน ไม่ว่าเวทีไหน บรรยาย หรือพูดในที่ประชุม ผมเคยคิดจริงจังแบบซีเรียสว่า
อะไรกัน พูดชัดเจนขนาดนี้ยังไม่ get”
คือคนพูดนะ get แต่คนฟังไม่ get คนฟังที่ไม่ get ก็ยังดีกว่าคนฟังที่ไม่ get แแต่แสดงการโต้แย้งแบบเข้าป่า-ออกทะเล....เมื่อค่อยๆพิจารณาไปเรื่อยตามแนวทางนี้..จึงสันนิษฐานว่า คนฟังหรือคนรับสารอาจตกอยู่ในข้อ A,B และ C ก็ได้ …..ดังนั้น เดี๋ยวนี้ผมจึงมองเห็นชัดเจนขึ้นว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา
โดยทั่วไป การพูด-การฟัง การสื่อสาร เป็นเรื่องสำคัญ
ที่ทำให้ผู้พูดกับผู้ฟังเข้าใจกันก็ได้ ที่ทำให้เกิดปัญหากันก็ได้ แล้วทำให้เกิดความขัดแย้งตามมา เช่นตัวอย่างการทะเลาะกันสมัยพุทธกาลระหว่างพระวินัยธรกับพระธรรมกถึกที่เคยเล่าไปแล้ว
หรือ ทำให้ผู้ฟังที่เป็นแบบ A,B หรือ C เกิดความรู้แบบ ครึ่งๆกลางๆถ้าผู้ฟังเป็นแบบนี้ แล้วใช้ความรู้นั้นไปแก้ปัญหา อะไรจะเกิดขึ้น?
ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า
"ความรู้ครึ่งๆกลางๆ ทำความเสียหายให้มากกว่าความไม่รู้ มิใช่เสียหายเพียงครึ่งเดียว"
เช่น แม่ลูกอ่อนคนหนึ่งตกใจมาก เมื่อลูกกลืนเหรียญทองแดงแล้วติดคอ ขณะกำลังตกใจ แม่เคยรู้มาว่าน้ำกรดสามารถกัดเหรียญทองแดงได้ แม่จึงรีบไปเอาน้ำกรดกรอกใส่ปากลูกเพื่อจะรีบช่วยลูก แล้วเหรียญทองแดงก็หลุดจากคอ แต่!! น้ำกรดก็ทำอันตรายกับอวัยวะของเด็กอย่างร้ายแรงเช่นกัน
เพราะอะไร?แม่จึงไม่รู้ข้อเสียร้ายแรงข้อนี้ เพราะมีความรู้แบบ ครึ่งๆ กลางๆ และในเวลานั้น ไม่รู้ตัว ขาดสติ ก็เลยเกิดความเสียหายใหญ่หลวง   
     จึงขอเชิญชวนชาวเรา ที่อยู่ในสภาวะ 
A,B,C ย้ายมาเป็น D หรือ E
กันดีกว่า และหากชาวเราบังเอิญรู้อะไรแบบ "ครึ่งๆกลางๆ" ก็ควรอย่างยิ่งที่จะรู้ตัวเองและไม่ขาดสติครับ และหากต้องการสลายความรู้แบบ "ครึ่งๆกลางๆ" ก็ควรเข้าถึงความรู้ที่ถูก ตรง เป็นความจริง แล้วทำความเข้าใจให้ได้

Related Links: