วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

คิดบวกเมื่อถูกด่า


(8,288 ครั้ง)


   ปีที่แล้ว ตอนต้นๆปี ผมไปทำพาสต์ปอร์ตที่ตึกกระทรวงวัฒนธรรม เยื้องกับเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ระหว่างรอ ก็เดินดูอะไรเพลินๆ ตามประสาคนไม่ชอบอยู่เฉยๆ พลันสายตาเหลือบไปเห็นบอร์ดๆหนึ่ง เป็นบอร์ดที่อยู่ในบริเวณที่รอทำพาสต์ปอร์ตนั่นแหล่ะ ไฉนเอาเรื่องการด่ามาติดไว้ จะแนะนำวิธีการด่าหรืออย่างไร เมื่ออ่านไปซักสองสามบรรทัด เกิดติดใจตรงที่ชวนให้เราคิดบวกเมื่อถูกด่า และมีวิธีคิดในแง่มุมที่น่าสนใจ เลยตั้งใจอ่านจนจบเรื่อง แล้วรีบบันทึกข้อความไว้ในหน่วยความจำทันที
คงไม่เกินความจริง ถ้าผมจะบอกว่าไม่มีใครไม่เคยถูกด่าทั้งต่อหน้าและลับหลัง และน่าจะป็นที่ยอมรับกันนะครับว่าการนินทาหรือด่าลับหลังมีมากกว่าการด่าต่อหน้า ตรงนี้คงเป็นเพราะคนนินทาหรือคนด่าเป็นห่วงสวัสดิภาพของตัวเอง  ด่าแรงบ้างเบาบ้างมีทุกรูปแบบขอให้ลับหลังก็แล้วกัน อย่างตัวผมมีโอกาสพบผู้คนมาก คู่สนธนาคุยกันอยู่ดีๆก็วกไปด่าคนอื่นให้ผมฟัง อันนี้บ่อยมาก ไม่เว้นแม้แต่คนที่ได้รับการศึกษามาสูงๆ จึงคิดว่า เรื่องคิดบวกเมื่อถูกด่าน่าจะมีประโยชน์บ้างกับทุกคน ซึ่งบางคนอาจกำลังถูกด่าอยู่ตอนนี้ หรือไม่ก็ใกล้จะถูกด่าเข้าไปเต็มทีแล้ว

เริ่มอุ่นเครื่องกันเลยครับตามนี้

     ตัวอย่างคิดบวกเมื่อถูกด่าด้วยถ้อยคำต่างๆ

เมื่อถูกด่าว่าควาย ให้คิดว่า นั่นแหล่ะเขากำลังยกย่องว่าเราเป็นคนขยัน อดทน เพราะควายขยัน อดทน ไม่เคยเห็นควายแอบหลบงานไปนั่งเล่นเฟสบุ๊ค แอบงีบ หรือไปจีบควายสาว ดังนั้น หากใครเรียกเราว่า ไอ้ควาย หรือ อีควายจงยิ้มรับ แล้วกล่าวคำว่า ขอบคุณครับ-ค่ะ ยุคนี้ถ้ามาด่าเราว่า "ไอ้คน" น่าจะเจ็บกว่า
เมื่อโดนด่าแล้วโดนไล่ให้ไปตาย ก็คิดซะว่า โลกปัจจุบันน่าอยู่ที่ไหน อยู่ไปก็ไม่ปลอดภัย ใครไล่ให้ไปตายแสดงว่าเขาห่วงใยในสวัสดิภาพของเราไม่อยากให้ผจญภัยในโลกที่น่าทุกข์ระทมนี้ เราจึงควรแสดงความห่วงใยเค้าบ้างเช่นกันว่า ไม่เป็นไร เชิญพี่ก่อนละกัน
โดนด่าว่า ไอ้ห่า-อีห่า ก็ยิ้มไว้ เพราะสมัยก่อนใครเป็นโรคห่าคงตายแน่ สมัยนั้นคงต้องการให้คนถูกด่าเจอแต่เรื่องร้ายๆหรือตายไปเลย สมัยนี้โรคห่าเอาอยู่ รักษาได้ เป็นห่าได้ก็หายได้ คือเจอเรื่องแย่ๆก็ผ่านได้ คนด่าก็ด่าออกไปด้วยโมโหไม่ทันคิด คิดอีกทีคนด่าอวยพรคนถูกด่านะนั่น เพราะ ไอ้ห่า-อีห่า เท่ากับ ขอให้ไอ้-อีผ่านเรื่องร้ายๆได้ สมัยนี้ถ้าให้เจ็บจี๊ดต้องด่าด้วยคำว่า ไอ้เอดส์-อีเอดส์ ไอ้ไข้หวัดนก-อีไข้หวัดนก แต่คำว่า ห่าอาจไปอยู่ที่ตรงอื่นๆที่มีความหมายต่างไป เช่น ทำดีแล้วโดนด่า ไม่ทำห่าดันด่าคน ไม่ทำห่าในที่นี้น่าจะหมายถึงไม่ทำอะไรเลย ห่าในที่นี้เท่ากับจำนวนมากๆ
โดนด่าว่า บ้า เราทั้งหลายรู้กันว่าคนบ้ามักมีจินตนาการสูงส่งยิ่งกว่าคนธรรมดาหลายเท่า แถมยังอารมณ์ดี หัวเราะได้ทั้งวัน เขาด่าว่าบ้า เป็นการชื่นชมในคความฉลาดหลักแหลมเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และเป็นคนมีอารมณ์ขันของเรา ทั้งหมดนี้แน่นอนว่าคนด่าย่อมทำไม่ได้อย่างเรา
โดนกล่าวถึงบิดามารดา แสดงว่าเขาเคารพบิดามารดาของเราเหมือนบิดามารดาของเขาเอง จึงกล่าวเพื่อระลึกถึง หรือไม่ก็เขากำลังระลึกถึงหรือคิดถึงบิดามารดาของเขา เพราะท่านต่างตรอมใจตายไปหมดแล้ว เนื่องจากมีอภิชาตบุตรซาตานอย่างเขานั่นแหล่ะ
     โดนแจกของลับ แสดงถึงการให้ความเคารพรักอย่างสูงสุดของผู้ให้ที่มีต่อผู้รับ เขาจึงได้ให้ของสำคัญเท่าชีวิตแก่เรา ดังนั้นใครแจกให้เรา ก็ขอบคุณเขาไป ไม่เป็นไรให้เขาเก็บเอาไว้ใช้เอง เพราะเราก็มีของเราอยู่แล้ว
     โดนด่าว่า "อันธพาล" แสดงว่า เขาเอ็นดูเราว่าเป็น เด็กอมมือ เด็กโง่น่ารัก เอะอะโวยวายก็น่ารัก ไม่ประพฤติปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของผู้ใหญ่ สร้างความรำคาญตามประสาเด็กอมมือ ซึ่งจิตของเด็กอมมือไม่ปรุงแต่ง ใสบริสุทธิ์ ตรงไป ตรงมา ไม่ดัจริต ไม่มีจริตจะก้าน และคงไม่มีเด็กอมมือที่ไหนจะฉลาดเท่าคนด่าหรอก ผู้ใหญ่ที่มีปัญญาและยึดหลักปฏิบัติที่ถูกต้องจะเข้าใจ จึงไม่ควรไปโกรธคนที่ด่าเราว่าอันธพาล ควรมองเขาด้วยความเอ็นดู

     นี่แหล่ะครับที่จำได้ อย่างไรก็ตาม 

     ใครด่าเราถ้าเราไม่รับคำด่านั้น คำด่านั้นก็เป็นของคนด่านั่นแหล่ะ แต่คนส่วนมากมักจะรับคำด่าทันทีที่ถูกด่า ก็เลยทุกข์และเครียดเพราะคำด่า คนที่ด่าเราเค้าสบายไปแล้ว แต่เราผู้ถูกด่ายังครุ่นคิดอยู่กับคำด่า 
     ฉันดีกับเธอขนาดนี้แล้ว ยังมาด่าฉันอีก
     ฉันทำอะไรให้ มาด่าฉันเนี่ย
     ไม่อยากเชื่อเลยว่าเป็นพี่เป็นเพื่อนกันมานาน ยังมาด่ากันได้
     แน่มาจากไหน ถึงมาด่าฉัน
     .....
     .....
     .....
     ถ้าคิดแบบนี้ละก็ ทั้งเครียด ทั้งทุกข์

     คำด่าก็เหมือนคนส่ง e-mail หรือจดหมายส่งทางไปรษณีย์ให้เรา ถ้าเราไม่เปิดอ่าน มันก็อยู่ของมันอย่างนั้น ไม่มีผลกระทบจิตใจเรา
     เสียงด่าว่า ก็เป็นเพียงแค่ลมจากปากของคน เป็นการสั่นสะเทือนของโมเลกุลอากาศ และถ่ายทอดโมเมนตัมมายังหูเรา หูของเราทำหน้าที่ Fourier Transform จนได้คลื่นเสียงฮาร์โมนิคมากมายส่งไปยังประสาททำให้ได้ยินเสียงนั้นและเราดันไปเข้าใจความหมายของมันเข้า จิตเราก็ไปปรุงแต่งซะก็สนุกกันใหญ่ สมมติเราไม่รู้ความหมายของเสียงนั้น เช่น เขาด่าเราเป็นภาษาสะวาฮีรี รับรองเรายังยืนยิ้มได้สบายใจเฉิบ จริงไหม โถ..เราโดนไต้ฝุ่นกระหน่ำยังไม่เป็นไรเลย
     เมื่อเราเข้าใจความหมายของคำด่า เขาด่าเราแล้วเราด่าตอบ เช่น เขาด่าเราว่า "ไอ้ควาย" เราก็ด่าเขาตอบบ้าง "มึงน่ะซิ ควาย" คำด่าของเรา มันอาจสะใจเรามากตอนกำลังด่า แต่รู้หรือไม่ว้่า เรากำลังประจานตัวเอง 
     และก็ถึงเวลาเจ้าหน้าที่เรียกคิวพอดีเลย เดี๋ยวนี้ทำพาสต์ปอร์ตใช้เวลาไม่นาน

Related Links:
ขันติเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์
จำนวนผู้อ่านบทความนี้ 1,412 ครั้ง (28กพ2555-1พย2556)


วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บัณฑิตรังสีเทคนิคมหิดล 2554


ขอแสดงความยินดีกับเหล่าบัณฑิตรังสีเทคนิคมหิดลประจำปีการศึกษา 2554 ปีนี้มีบัณฑิตป้ายแดง 55 คน เกียรตินิยมอันดับ 1 จำนวน 7 คน และเกียรตินิยมอันดับ 2 จำนวน 11 คน




สี่ปีเต็มที่ทุกคนใช้เวลาในรั้วมหาวิทยาลัยมหิดลแห่งนี้ ที่อุดมไปด้วยเรื่องราวที่มีให้ได้เรียนรู้หลากหลาย มากมาย
สี่ปีเต็มร่วม 5,000 ชั่วโมง ที่ทุกคนใช้เวลาร่ำเรียนศาสตร์ทางรังสีเทคนิคอย่างหนัก สนุกสุดเหวี่ยง ร้องเพลงด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน โกรธกัน รักกัน มีเครียดบ้างคละเคล้ากันไป
สี่ปีเต็มที่ทุกคนสามารถผ่านกิจกรรมต่างๆมาได้อย่างดี ก็ถือว่าน่าภาคภูมิใจ
แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า สี่ปีเต็มที่เดินผ่านมานั้น มันเหมือนทุกคนเดินอยู่บนแผ่นไม้กระดานแคบๆที่พาดไว้ระหว่างโต๊ะสองตัว ถ้าเดินพลาดตกลงมา ก็มีครูบาอาจารย์คอยช่วยประคับประคองไม่ให้เจ็บตัวมาก

น้องๆจัดงาน Byenior ให้พี่ๆ
     ชีวิตนับจากวันนี้เป็นต้นไป เปรียบเสมือนว่า ทุกคนกำลังเดินบนแผ่นไม้กระดานแผ่นเดิมที่ไม่มีครูบาอาจารย์คอยช่วยประคับประคองใกล้ๆอีกแล้ว หากเดินไม่ดีพลาดพลั้งตกลงมาเจ็บตัวอย่างแรงแน่นอน เพราะฉะนั้น จงตั้งสติให้มั่น แล้วเดินไปอย่างมั่นใจ บัณฑิตทุกคนกำลังก้าวเดินเข้าสู่เส้นทางการทำงานความรู้ที่ได้เก็บสะสมไป ขอให้นำไปรับใช้สังคมอย่างสุดกำลังความสามารถ เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ในทุกจังหวะย่างก้าวของชีวิต


Related Links:
ส่งบัณฑิตรังสีเทคนิคขึ้นฝั่ง ๒๕๕๔

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

นิวตริโนช็อกโลกเคลื่อนที่เร็วกว่าแสง


(979 ครั้ง)
(update: JAN 2012)
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2554 ทีมวิจัยของ CERN (สภาวิจัยนิวเคลียร์ยุโรปหรือ Conseil Européen pourla Recherche Nucléaire (European Council for Nuclear Research)) ได้เปิดเผยผลการทดลองจากโครงการ OPERA (Oscillation Project with Emulsion-tRacking Apparatus) เกี่ยวกับเรื่องราวของอนุภาคที่สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่าความเร็วแสง หรือความเร็วเหนือแสง (ความเร็วแสงโดยประมาณเท่ากับ 299,792 กิโลเมตรต่อวินาที) ซึ่งเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เป็นสิ่งกระตุ้นความรู้สึกอย่างแรงต่อบรรดาสาวกฟิสิกส์ทั้งหลาย และมีผลกระทบโดยตรงต่อความรู้ในจักรวาล

หากนึกย้อนกลับไปพิจารณาหลักฟิสิกส์ ที่ได้เรียนรู้กันมานาน เรามีข้อห้ามหรือเงื่อนไขทางฟิสิกส์หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น
เราไม่สามารถลดอุณหภูมิให้ต่ำกว่า 0 เคลวิน (ประมาณ -237 องศาเซลเซียส) ตามหลักเทอร์โมไดดามิคส์ที่อุณหภูมินี้จะไม่มีพลังงานความร้อนและทุกอย่างจะนิ่ง ไม่ทราบว่าจะรวมถึงจิตนิ่งด้วยหรือเปล่า
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบอร์กที่บอกว่า เราไม่สามารถวัดตำแหน่งและโมเมนตัมของอนุภาคเช่นอิเล็กตรอนได้ถูกต้องแม่นยำพร้อมๆกัน อันนี้หลายๆท่านคงพอจำได้ว่าเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างกลศาสตร์ควอนตัม
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องที่จะพูดถึงกันในคราวนี้คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของ Einstein เสนอไว้เมื่อปี ค.ศ. 1905 และเป็นทฤษฎีที่มีอิทธพลสูงมากๆ ในตอนนั้น Einstein ตั้งกฎไว้ว่า ไม่มีอะไรในจักรวาลนี้ที่เคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสงอีกแล้ว ฟังดูเหมือน Einstein ปิดล็อกความคิดของตัวเองไว้ และมั่นใจมากว่ามันเป็นเช่นนั้น และระบบใดที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้ความเร็วแสง เวลาของระบบนั้นจะช้าลง ซึ่งมีการนำแนวคิดนี้ไปศึกษาการเคลื่อนที่ผ่านกาลเวลา ในอดีตจะเห็นว่ามีภาพยนตร์แนว sci-fi ออกมาหลายเรื่อง ที่ดังมากๆคือ Back to the Future ทั้ง 3 ภาค นอกจากนี้ยังมี สมการของ Einstein ที่โด่งดังและเชื่อว่าแทบจะไม่มีใครเลยที่ไม่รู้จักคือ E = mc2
ตัวละครเอกในเรื่องเร็วเหนือแสงคือ อนุภาคนิวตริโน มารู้จักตัวละครตัวนี้แบบบ้านๆครับ ย้อนกลับไปนึกถึงตอนเรียนเรื่องการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี กล่าวคือ ในปี ค.ศ. 1930 นักฟิสิกส์ประหลาดใจว่า การสลายตัวของสารกัมมันตรังสีที่ให้อนุภาคบีตา (Beta particle) ออกมา เช่น การสลายตัวของ C-14 ไปเป็น N-14 เป็นต้น ไม่สอดคล้องตามกฎอนุรักษ์โมเมนตัม (Conservation of momentum) เพราะ โมเมนตัมรวมก่อนการสลายตัวของ C-14 มีค่าเท่ากับศูนย์ ดังนั้น โมเมนตัมรวมหลังการสลายตัวต้องมีค่าเท่ากับศูนย์ด้วย แต่หลังการสลายตัวแล้ว ทิศทางการขยับตัวของ N-14 กับทิศทางการเคลื่อนที่ของอนุภาคบีตาไม่ตรงข้ามกัน ทำให้ผลรวมของโมเมนตัมไม่เป็นศูนย์ แสดงว่า จะต้องมีบางอย่างที่มีโมเมนตัม ซึ่งตอนนั้นสัณนิษฐานว่าเป็นอนุภาคที่ไม่มีประจุไฟฟ้าอีกตัวหนึ่งที่เราไม่รู้จักออกมาด้วย และเคลื่อนที่ในทิศทางที่ทำให้ผลรวมของโมเมนตัมเป็นศูนย์ ในที่สุดค้นพบว่ามีอนุภาคนั้นจริง และเรียกว่า นิวตริโน
C-14 สลายตัวเป็น N-14 ด้วยการปล่อยอนุภาคบีตาและ anti-neutrino
และแล้วก็มีการเปิดเผยการค้นพบที่ช็อคโลกตอนนี้ของทีมวิจัยของ CERN จากโครงการ OPERA โดย Antonio Ereditato ซึ่งทำวิจัยที่ศูนย์ฟิสิกส์อนุภาคของ CERN แจ้งว่า จากการบันทึกข้อมูลนานร่วม 3 ปีตรวจพบแน่ชัดว่า อนุภาคนิวตริโนเคลื่อนที่เร็วกว่าแสง 60 ns ( 1 ns = 1 ในพันล้านส่วนของวินาที) ในการเคลื่อนที่ในอุโมงค์ใต้ดินช่วงระยะทาง 730 km ในห้องปฏิบัตการใต้ดิน CERN CNGS  สวิสเซอร์แลนด์ถึงห้องปฏิบัติการ Gran Sasso Laboratory (LNGS) ในอิตาลี ซึ่งกำลังรอการยืนยันจากทีมงานอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เวลา 60 ns (nanoseconds) หรือ 6 ในร้อยล้านส่วนของวินาที ซึ่งเป็นเวลาที่น้อยมาก ในชีวิตประจำวันของเราไม่อาจจะจับความแตกต่างเวลานี้ได้หรอกและไม่มีความหมายอะไร แต่ในทางฟิสิกส์มันมีความหมายอย่างมาก


Lecture แบบเต็มๆเกี่ยวกับงานวิจัย Measurement of the neutrino velocity with the OPERA detector in the CNGS beam

นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงหลายคน แสดงความห่วงใย แม้จะเป็นสิ่งที่มีความสวยงามเชิงวิชาการ มีแรงดึงดูดความสนใจผู้คนได้อย่างมากมายชนิดช็อกโลกกันเลยทีเดียว แต่บรรดาเหล่านักฟิสิกส์จำนวนมากก็ขอให้มีการพิสูจน์ให้แน่ชัดก่อนที่ CERN จะมีการประกาศต่อสาธารณะ เพราะการทดลองกับนิวตริโนเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง การค้นพบปรากฏการณ์พิเศษมากๆแบบนี้ ชนิดที่ไปหักล้างหลักเดิมที่ใช้กันอยู่อย่างได้ผลนั้น มันต้องการหลักฐานที่มีความพิเศษมากๆไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน มันจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ข้อมูลที่ได้นั้นเกี่ยวข้องกับผลพวงของ systematic error และสิ่งสำคัญที่ต้องคิดให้ออกและตีให้แตกคือ เพราะเหตุใด อนุภาคนิวตริโนจึงเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าความเร็วแสง
หากเรื่องนี้เป็นจริง จะเป็นการก้าวข้ามไปสู่ดินแดนฟิสิกส์ในมิติที่น่าพิศวง ทฤษฎีฟิสิกส์ต้องมีการปฏิวัติใหญ่ เพราะ ทฤษฎีของ Einstein แทบจะเป็นทุกอย่างของฟิสิกส์ในปัจจุบัน งานนี้จะเป็นการล้มช้างหรือไม่  Einstein คิดผิดหรืออย่างไร หรือว่าสิ่งที่ Einstein เสนอไว้ในอดีตที่โด่งดังนั้น จะเป็นจริงแบบมีข้อจำกัดว่า ต้องไม่มีสิ่งใดเคลื่อนที่เร็วกว่าความเร็วของแสงนะ เป็นอย่างนั้นหรือไม่
หากยังจำกันได้ มันจะเป็นเหตุการณ์คล้ายๆตอนที่ Bohr เสนอโครงสร้างอะตอมหรือไม่ ซึ่งตอนนั้นแนวคิดของ Bohr ทำให้สามารถอธิบายการเกิด Line spectrum ของอะตอมไฮโดรเจนได้อย่างดี และยังใช้อธิบายการเกิดเอกซเรย์ เมื่ออะตอมถูกระดมยิงด้วยอิเล็กตรอนได้อย่างง่ายดายไม่ซับซ้อนมากอีกด้วย ในเวลาต่อมา เมื่อมีการค้นพบกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว นักฟิสิกส์ได้ค้นพบโครงสร้างอะตอมที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น แต่นักฟิสิกส์ก็ลงความเห็นว่า ทฤษฎีของ Bohr ยังใช้ได้ภายใต้เงื่อนไขที่อะตอมมีอิเล็กตรอนหนึ่งตัว

การเกิด Characteristic X-rays 
ที่อธิบายโดยใช้แบบจำลองอะตอมตามแนวคิดของ Bohr

บทสรุปเรื่องนี้ยังไม่นิ่ง ยังเป็นเรื่องที่ต้องอดใจรอและติดตามกันต่อไปครับ ขณะนี้ ทีมนักฟิสิกส์ของสหรัฐ ได้จัดเตรียมการทดลองซ้ำขึ้นที่ห้องปฏิบัติการ Fermilab ที่ชิคาโก โดยมุ่งไปที่การวัดความเร็วของอนุภาคนิวตริโน โดยใช้ MINOS (Main Injector Neutrino Oscillation Search) ทำนองเดียวกับโครงการ OPERA ของยุโรป เพื่อเป็นการยืนยันว่าอนุภาคนิวตริโน เคลื่อนที่เร็วกว่าอัตราเร็วแสงจริง หรือไม่จริง แต่มีข้อน่าสังเกตว่า Fermilab กำลังจะปิดตัวลงหลังจากเดินเครื่องมานาน 25 ปี เหตุเพราะรัฐบาลสหรัฐหั่นงบประมาณลง แล้วการทดลองเกี่ยวกับการเคลื่อนที่นิวตริโนจะทำได้อย่างไร

ความเห็นของ Michio Kaku
ศาสตราจารย์มิชิโอะ คาคุ นักฟิสิกส์ทฤษฎีที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา เป็นอาจารย์ที่ City University of New York



ขอบคุณ Bigthink

ต่อมายอมรับว่ามีความผิดพลาด.............



มานัส มงคลสุข
จำนวนผู้อ่านบทความนี้ 979 ครั้ง (30กย2554-30พย2555) 

Related Links:References
1. Measurement of the neutrino velocity with the OPERA detector in the CNGS beam
2. The Speed of Light: Not So Fast?
3. Faster-Than-Light Neutrinos? Physics Luminaries Voice Doubts
4. ฟิสิกส์ของนิวตริโน
5. Particle faster than speed of Light put to the test by Fermilab, US