วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Background


648 ครั้ง

     Directed Radiation กับ Background
     พูดถึงคำว่า Background radiation นักฟิสิกส์ นักรังสีเทคนิคทั้งหลาย รู้จักดี คำนี้แปลว่า รังสีพื้นหลัง ฟังแล้วโอเคไหมครับ (อ้างอิงจากศัพท์นิวเคลียร์ http://www.tint.or.th/tint-dict/dict01a.html#anb) ลองฟังเรื่องของ background radiation จากนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชื่อ John Cromwell Mather ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลเมื่อ พ.ศ. 2549 จากผลงาน Cosmic Background Explorer Satellite (COBE) ซึ่งเป็นวิธีการแรกที่สามารถวัดรูปแบบ black body และมีความเชื่อมโยงกับ Big-Bang Theory เกี่ยวข้องกับกำเนิดของจักรวาล เขาได้อธิบาย  background radiation ย่อๆไว้ในดังนี้ครับ


background radiation มีความหมายตามที่เรารู้จักกันดีว่า เป็นรังสีจากสิ่งแวดล้อมซึ่งมีที่มาจากหลายแหล่ง เช่น รังสีคอสมิกจากอวกาศ รังสีจากสารกัมมันตรังสีตามธรรมชาติที่มีอยู่ในดิน น้ำ อากาศ อาหาร รวมทั้งที่มีอยู่ในร่างกายมนุษย์ ดังนั้น ขณะเราวัดปริมาณรังสี สิ่งที่เราอ่านค่าได้คือ ปริมาณรังสีจริงๆที่มาจากแหล่งกำเนิดที่เราต้องการวัดรวมกับ background ไอ้เจ้าตัว background นี้มันติดตามไปทุกที่ ถ้ามีมากไป มันก็ไปรบกวนค่าจริงที่เราต้องการ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนหรือความคลาดเคลื่อนในการวัดสูง ทำให้ค่าที่วัดได้ไม่มีความน่าเชื่อถือ แต่ในทางกลับกันถ้ามี background ยิ่งน้อยก็ยิ่งทำให้ได้ค่าที่เราต้องการวัดที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ซึ่งจะเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “มีเหมือนไม่มี” คือมี background radiation แต่มีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณรังสีจริงที่ต้องการวัด

     Signal to Noise Ratio
     SNR หรือ signal to noise ratio ที่หลายคนรู้จักดี ไม่ว่าจะเป็นการวัดปริมาณรังสี การจับสัญญาณทางไฟฟ้าต่างๆ การสร้างภาพรังสี ฯลฯ ล้วนมีส่วนเกี่ยวโยงกับ SNR ในทางปฏิบัติ เราอยากได้ signal สูงๆ(มากๆ) noise หรือ background ต่ำๆ(น้อยๆ)เพื่อให้ได้ปริมาณที่อยากได้จริงๆ noise เป็นสิ่งที่ไม่อยากได้ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องทำให้มันเกิดน้อยที่สุด 
     ตัวอย่างภาพซีที(ภาพจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์)ซึ่งเป็นภาพดิจิตัล เกิดจากกระบวนการยิงเอกซเรย์ผ่านตัวผู้ป่วย (noise-1) วัดเอกซเรย์ที่ทะลุผ่านผู้ป่วย (noise-2) นำไปคำนวณสร้างภาพก็เกิด noise จากกระบวนการเหล่านี้ หลีกเลี่ยงยาก แต่ทำให้น้อยๆพอได้ จะให้ไม่มีเลยทำได้ยาก ถ้า noise มีมากเกินไป มันก็ไปรบกวนบนภาพ สิ่งที่เราต้องการดูมันก็ไม่ชัดเจน มันดูคลุมเครือ ซึ่งอาจทำให้เราเข้าใจพยาธิสภาพผิดเพี้ยนไปได้ จึงต้องหาทางทำให้ noise มีปริมาณน้อยๆ คือมีเหมือนไม่มี ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยด้วย เพราะถ้า noise มีค่าน้อยเมื่อเทียบกับ signal แปลว่า signal มีค่าสูง ปริมาณรังสีที่ใช้มีค่าสูง สูงแบบนั้นปลอดภัยต่อผู้ป่วยหรือไม่ ก็ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีๆ 

น้ำกับเกลือ
เรื่องราวของ background ยังอาจเทียบได้กับน้ำเกลือ เราลองใส่เกลือโดยคิดว่าเกลือคือ background จำนวนหนึ่งช้อนชา ลงในน้ำหนึ่งแก้วโดยคิดว่าน้ำคือปริมาณรังสีจริง แล้วคนน้ำจนเกลือละลาย แล้วเราก็ลองดื่มน้ำจากแก้วนั้น น้ำคงจะมีรสเค็มมาก แทบไม่ต้องอธิบายว่า เพราะมีเกลือมาก มีน้ำน้อยไปหน่อย ทำให้เรารู้สึกว่ามี background หรือมีเกลือปนอยู่ แต่เมื่อเราใส่เกลือหนึ่งช้อนชาปริมาณเท่ากับตอนแรก ลงในน้ำหนึ่งตุ่มใหญ่ที่มีปริมาตรของน้ำมากกว่าน้ำในแก้วเป็นพันๆเท่า คนน้ำในตุ่มจนเกลือละลายหมด ลองดื่มน้ำจากตุ่มที่มีเกลือละลายอยู่ คราวนี้ เราคงจะไม่รู้สึกว่าน้ำมีรสเค็มเลย คือไม่รู้สึกว่ามี background หรือมีเกลือปนอยู่ แทบไม่ต้องอธิบายเช่นกันว่า เป็นเพราะมีเกลือน้อยและมีน้ำมาก แต่ต้องไม่ลืมว่าทั้งแก้วและตุ่มมีเกลือหนึ่งช้อนชาเท่ากัน อาจกล่าวว่า กรณีของตุ่มน้ำที่มีเกลือละลายอยู่ แต่ก็เหมือนไม่มีเกลือเพราะเราไม่รู้สึกว่ามีรสเค็ม คือ “มีเหมือนไม่มี”

สิ่งที่ดีๆกับสิ่งที่ไม่ดี
นอกจากนี้ background ยังทำให้คิดเลยไปถึงสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้ามกัน เช่น “นิสัยดี-นิสัยแย่” “ความดี-ความชั่ว” “ทำบุญ-ทำบาป” เป็นต้น

สิ่งที่ดีๆ
ปริมาณรังสีที่ต้องการวัด หรือน้ำ
สิ่งที่ไม่ดี
Background หรือเกลือ
นิสัยดี
ความดี
ทำบุญ
นิสัยแย่
ความชั่ว
ทำบาป

ผมเชื่อมั่นว่า คนส่วนมากเป็นผู้ที่ มีนิสัยดี มีความดี ทำบุญเป็นนิจ หมายถึงมีปริมาณรังสีที่ต้องการวัดหรือน้ำอยู่เยอะ


ถ้าเราจะเปรียบเทียบสิ่งที่ไม่ดี เช่น นิสัยแย่ ความชั่ว การทำบาป เหล่านี้เป็น background หรือเป็นเกลือ สมมติมีบางคนบางครั้งแสดงนิสัยที่ไม่ดี ทำความชั่ว หรือทำบาป อาจจะโดยการพลั้งเผลอ ไม่ตั้งใจหรือตั้งใจก็ตาม มันก็เป็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว เหมือนเกลือที่ใส่ลงไปในน้ำละลายน้ำไปแล้ว เหมือน radiation background ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เราจะทำให้เกลือหรือ radiation background หายไปคงยากมากๆ สิ่งที่น่าจะทำได้คือ ทำให้มันเจือจางดูจะง่ายกว่า ด้วยการเติมน้ำเข้าไปให้เยอะๆ หรือเพิ่มความเข้มของปริมาณรังสีให้มากขึ้น  ทำนองเดียวกัน นิสัยแย่ ความชั่ว การทำบาป ที่ได้กระทำไปแล้วจะทำให้หมดไปก็คงจะยากมากๆเช่นกัน แต่ก็น่าจะสามารถทำให้เจือจางลงไปได้ด้วยการที่เราตั้งหน้าตั้งตา ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งดีๆ บ่มเพาะนิสัยดีๆ ทำแต่ความดี มั่นทำบุญ ให้เป็นประจำให้มากขึ้นเรื่อย เหล่านี้น่าจะทำให้ background ที่เป็นความหมายทำนองไม่ดี มีความเจือจางลงไปได้ หรือเข้าสู่ภาวะ “มีเหมือนไม่มี” ได้เช่นกัน
มานัส มงคลสุข
จำนวนผู้อ่านบทความนี้ 648 ครั้ง (6กพ2554-30พย2555)

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

ขันติเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์


อยากจะเชิญชวนทุกท่านนั่งมองจานโลหะในหลอดเอกซเรย์แบบใจจดจ่อ เพื่อให้เห็นอะไรที่เพิ่มเติมมากขึ้นกว่าที่เราได้เคยรู้มา บางท่านอาจมองทะลุเลยจุดนี้ไปแล้วก็ขออภัยด้วยครับ จานโลหะคืออะไร ทำหน้าที่อะไร


ที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว คือ ตามกระบวนการในการผลิตเอกซเรย์ จานโลหะที่ใช้ทำเป้าในหลอดเอกซเรย์ เป็นจานโลหะที่ยอดเยี่ยมมาก ซึ่งมักทำด้วยทังสะเต็นที่มีคุณสมบัติ ทนทานต่อแรงกระแทกกระทั้น แข็งแกร่งไม่แตกหักง่ายๆ มีจุดหลอมเหลวสูง ในทุกๆครั้งที่มีการผลิตเอกซเรย์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ จานโลหะนี้จะเกิดความเค้น (stress)  ความเครียด (strain) และความร้อนสูงมาก เพราะต้องรับแรงกระแทกจากการชนของอิเล็กตรอนจำนวนมากและมีพลังงานสูง พลังงานของอิเล็กตรอนประมาณ 99% จะอยู่ที่จานโลหะ ประมาณ 1% เท่านั้นที่ออกมาเป็นเอกซเรย์ให้เราได้ใช้ประโยชน์ นี่เป็นเหตุผลที่ว่า เพราะอะไรจานโลหะจึงต้องมีความทนทานสูง เก็บกดพลังงานในรูปความร้อนได้สูงและนานโดยไม่หลอมหรือแตกหัก แต่ใช่ว่าจานโลหะนี้จะอมตะ อยู่ยงคงกะพัน เราต้องหาทางให้ความร้อนระบายออกด้วยเช่นกัน หรือต้องทิ้งช่วงในการระดมยิงอิเล็ตรอนใส่มันซะบ้าง มิฉะนั้นความร้อนจะสะสมมากเกินที่มันจะทนได้ จนหลอมหรือแตกไป


X-ray Tube
หากตัวเราเป็นดั่งจานโลหะนี้ และเปรียบอิเล็กตรอนคือ การใส่ร้ายป้ายสี เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่ผู้อื่น ปัดแข้งปัดขา เพื่อนร่วมงานและเจ้านายงี่เง่า ความไม่เป็นธรรม ปัญหาต่างๆ ฯลฯ ที่พุ่งเข้าหาเรา พลังงานของปัญหาต่างๆเหล่านั้นจำนวน 99% จะทำให้เราเกิดความเค้นและเครียด ในขณะที่ตัวเราสามารถสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ออกสู่หน่วยงานหรือองค์กรเพียง 1% เท่านั้น ดูเหมือนน้อยนิด แต่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นมันมากพอ ที่ทำให้เราภูมิใจ เป็นพลังใจให้เราทำงานเดินหน้าต่อไปได้อย่างภาคภูมิ ขณะเดียวกัน เราก็ต้องมีวิธีการระบายพลังงานความเครียดออกไปจากเราให้เกิดความสมดุลเพื่อความอยู่รอด ไม่ให้มันสะสมเกินขีดจำกัดของเราได้ มิฉะนั้นเราจะแตกหักไปหรือหลอมละลายไป เราต่างจากทังสะเต็นก็ตรงที่ว่า เราเป็นคน มีชีวิตจิตใจ และแต่ละคนมีความจุพลังงานความเครียดไม่เท่ากัน
จานโลหะนี้จึงน่าจะเป็นเครื่องเตือนสติให้เรา มีความอดทน อดกลั้น เข้มแข็ง ไม่ขาดสติ แม้จะมีอุปสรรคและปัญหา พุ่งเข้ามากระแทกกระทั้นหนักหนาสาหัสสักปานใดก็ตาม ความหมายของคำว่า "อดทน" ในแง่มุมหนึ่งคือ “อดในสิ่งที่อยากได้ ทนในสิ่งที่ไม่อยากได้” เป็นความหมายที่ฟังดูง่ายๆ แต่หลายคนอาจบอกว่าปฏิบัติยาก
 จานโลหะ ยังทำให้นึกถึงพุทธสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ขนฺตี ธีรสฺส ลงฺกาโร ขันติเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์” 
   เป็นพุทธสุภาษิตที่เตือนสติให้เราได้เข้าใจว่า เครื่องประดับนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้คนทั่วไปดูสวยงามขึ้น ทั้งหญิงและชาย แต่หากผู้นั้นแสดงกิริยาไม่เหมาะสม เอะอะโวยวายไร้มารยาท ขาดความอดทนอดกลั้น ความสวยงามก็หมดไป 
   สำหรับนักปราชญ์ ซึ่งเป็นผู้รู้ ผู้มีปัญญา แปลว่าใครก็สามารถเป็นนักปราชญ์ได้ ไม่ว่ารวย-จน  ชาย-หญิง ไม่ว่าหน้าที่การงานจะเป็นอะไร หัวหน้า-ลูกน้อง ครูบาอาจารย์หรือคนงาน ฯลฯ แต่การจะเป็นนักปราชญ์ก็ไม่ใช่ง่ายๆหรอก 
  หากนักปราชญ์แสดงกิริยาไม่เหมาะสม โกรธเกี้ยว ละโมบ ก็จะยิ่งน่ารังเกียจเป็นทวีคูณ นักปราชญ์จะแสดงความสง่าน่านับถือไว้ได้ด้วยความอดทนอดกลั้น ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ก็จะไม่แสดงอาการขึ้นๆลงๆให้เห็น



STAT
จำนวนผู้อ่านบทความนี้ 516 ครั้ง (29มค2554-10ตค2556)

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

ครูสมพร สอนลิง

   (2,028 ครั้ง)
   ลิงมีเรื่องให้น่าศึกษาเยอะครับ ผมเคยเขียนเรื่องลิงมาครั้งหนึ่งแล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "Genetic Coding"  แต่คราวนี้ ลองมาดูการนำลิงที่มาจากป่า จับมาสอนให้เชื่อฟัง ช่วยเราทำงานเช่นเก็บลูกมะพร้าวเป็นต้น เป็นเรื่องที่น่าติดตามศึกษามากๆ แต่คงไม่เขียนอะไรให้มากมาย อยากจะเชิญชวนให้ชมวิดีโอ ครูสมพรสอนลิงครับ ที่ MTC: Monkey Training College ก่อนชมมีคำกลอน 2 แบบ ให้อ่านก่อน


     สำหรับนักเรียนนักศึกษา
     ฝูงลิงค่างบ่างชะนีที่ในป่า            จับเอามาฝึกได้ดังใจหมาย
     เป็นนักเรียนครูพากเพียรสอนแทบตาย     ถ้าเอาดีไม่ได้ก็อายลิง

     สำหรับอาจารย์
     ฝูงลิงค่างบ่างชะนีที่ในป่า          จับเอามาฝึกได้ดังใจหมาย
     เราเป็นครูเพียรสอนศิษย์แทบจะตาย   สอนให้ศิษย์ดีไม่ได้ก็อายลิง


ตอนที่ 1



ตอนที่ 2



ตอนที่ 3



ต้องขอขอบคุณ ครูสมพรที่ให้ข้อคิดดีๆสำหรับ นักเรียนนักศึกษา ครู อาจารย์ ขอบคุณรายการ เวทีชาวบ้านครับ ดูแล้วนอกจากครูสมพรจะสอนลิงแล้ว ผมรู้สึกว่าครูสมพรยังสอนคนได้อย่างดียิ่งด้วย เช่น ครูคนที่ 1 ของลูกคือพ่อและแม่ ซึ่งเป็นเหมือนรากแก้ว ที่จะให้ความอบอุ่นและภูมิคุ้มกันแก่ลูก ส่วนครูคนที่ 2 คือครูที่โรงเรียน ซึ่งเปรียบเสมือนรากฝอย ฉะนั้น ไม่ควรพรากอกลูกไปจากอกแม่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เป็นต้น
จำนวนผู้อ่านบทความนี้ 2,028 (23มค2554-3กย2556)